Category Archives: วันพระ

เมื่อวานวันพระนิครับ

เผลอนอนไป ห้องร้อนอบอ้าว ตื่นเช้ามาฝนตกเมื่อคืน เพราะถนนเปียก เลยไม่ร้อนมากนัก

ติดวันพระ เอามาให้อ่านครับ

คัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหะแห่งพระพุทธศาสนาได้แสดงสาเหตุแห่งความฝันไว้ ๔ ประการ คือ
๑. ปุพพนิมิต เครื่องหมายหรือสัญญาณล่วงหน้าเพื่อเตือนให้เจ้าตัวทราบล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ดีหรือร้ายที่จะเกิดขึ้นในชีวิต บางท่านอธิบายว่า ความฝันแบบปุพพนิมิตเกิดด้วยอำนาจการดลบันดาลของกรรมเก่าเมื่อพลังของกรรมเก่าที่แฝงอยู่ในกระแสชีวิตจะให้ผลแบบใดก็แสดงเงาของผลแบบนั้นให้ปรากฏในจิตไร้สำนึกในขณะที่ฝันเสียก่อน
๒. จิตอาวรณ์ หมายถึง ความฝันที่เกิดจากการคิดมากขณะที่ตื่นอยู่คนคิดถึงเรื่องใดมากๆด้วยความเอาใจใส่เป็นพิเศษด้วยอารมณ์รุนแรงเมื่อนอนหลับก็เกิดความฝันเกี่ยวกับเรื่อวนั้นๆขึ้น เช่น คนที่ทำความผิดใหม่ๆฝันว่าถูกตำรวจไล่จับ นักศึกษาฝันเห็นข้อสอบในเวลาจวนสอบไล่ คนที่สนใจอยากรู้ความจริงอะไรบางอย่าง ฝันว่ามีคนหรือเทวดามาบอกเป็นต้น
๓. เทพสังหรณ์ หมายถึง การติดต่อกับเทพหรือมนุษย์ในขณะหลับ บางท่านอธิบายว่าเทพเหล่านั้นมีความผูกพันกับเราในอดีตหรือในปัจจุบัน และเทพเหล่านั้นมีหูทิพย์ตาทิพย์ รู้เหตูการณ์ล่วงหน้าจึงมาเข้าฝันบอกเราในขณะที่หลับจิตอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเทพจึงติดต่อกันได้
๔. ธาตุกำเริบ หมายถึง การที่ร่างกายไม่ปกติในขณะหลับ เช่น ปวดท้อง หิว เป็นไข้ หรือถูกรบกวนจากสิ่งภายนอก กระทบกระเทือนถึงภวังคจิต จิตกระเอมขึ้นเล่นกับธรรมารมณ์ในมโนทวาร การฝันจึงเกิดขึ้น เช่น เมื่อหิวก็ฝันว่าหิวและได้กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อมียุงบินมาตอมที่หูก็ฝันว่ามีเครื่องฝันอยู่ในท้องฟ้า เป็นต้น

แหล่งที่มา Google

พอดีไปเจอเหตุการณ์กับตัวเองเรื่องความฝันเลยเอามาแบ่งกันรับรู้ครับ

Advertisements

Leave a comment

Filed under วันพระ

วันพระ

เป็นเวลาเกือบ 3 -4 เดือนที่ผม ไม่ได้โพสต์ เรื่องของ คำสอน หรือ ทางธรรม ใน Blog แห่งนี้ ด้วยว่าทำงานหนัก แต่ช่วงนี้มีเวลา ก็ไม่ให้เสียสัจจะที่ได้ตั้งใจไว้ ก็ขอโพสต์ หลักคำสอนที่ได้ไปเจอใน นสพ มาครับ พุทธวัจนะ ชุดนี้โดนใจผมจริงๆ เนื่องจากห้องผมร้อนมากนั่งไม่ถึงชั่วโมง ตัวจะเหนียวไม่สบายเหมือนก่อนเนื่องจากเป็นห้องราคาถูก ผมอ่านเจอจากไทยรัฐ มีความดังนี้

มีคนไปถามคุณ อลงกรณ์ ว่าไอ้คอลัมนิสต์ที่ชื่อนิติภูมินี่ มันชอบเขียนโจมตีรัฐบาล และเชียร์ทักษิณ คุณไปเอามันมาเป็นที่ปรึกษาทำไม?

ทำนองเดียวกัน มีคนมาถามผมเยอะเหมือนกัน รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นศัตรูกับคนยากคนจน แถมยังสองมาตรฐาน เอ็งไปเป็นที่ปรึกษาให้ทำไม?

คุณอลงกรณ์กับ นิติภูมิเลยความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในบ้านเมืองเราในขณะนี้ไปไกลแล้ว ละครับ สิ่งที่เรามองเห็นกันก็คือ ภาพของประเทศไทยในยุคของลูกหลานของคุณอลงกรณ์ กับลูกหลานของนิติภูมิ ทุกอย่างไม่ใช่แค่คิดเพียงโครงการนะครับ แต่ลงมือทำกันทันที เพราะเราเชื่อว่า น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา โภคะของใคร ไม่ว่าสตรีหรือบุรุษ ที่จะสำเร็จเพียงด้วยคิดเอาย่อมไม่มี

นิติภูมิชอบรัฐมนตรีขยัน ผมชอบคนขยันเพราะเชื่อว่า โย จาปิ สีเต อถวาปิ อุณฺเห วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ ขุทฺทํ ปิปาสํ อภิภุยฺย สพฺพํ รตฺตินฺทิวํ โย สตตํ นิยุตฺโต กาลาคตญฺจ น หาเปติ อตฺถํ โส เม มนาโป นิวิเส วตมฺหิ

คนใด ไม่ว่าหนาวหรือร้อน มีลมแดด เหลือบยุง ก็ไม่พรั่น ทนหิวทนกระหายได้ทั้งนั้น ทำงานต่อเนื่องไปไม่ขาดทั้งวันคืน สิ่งที่เป็นประโยชน์มาถึงตามกาล ก็ไม่ปล่อยให้สูญไป

[16/6/2553]

Leave a comment

Filed under วันพระ

บ้านของคนที่เคยเกิดมาบน เวทีแห่งชีวิต

เดือนหน้า ผมจะย้ายหอ จากห้องราคา 3,000 บาทไปห้อง 1,000 บาท นิไม่ใช่จะมาว่ากล่าวใครว่า คุณอยู่ที่พักแพง ผิด ผมอยู่ ที่พัก ถูก เป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่าคุณ ดีกว่าคุณ ประหยัดกว่าคุณ คุณ หรูหรา ไม่ดี ผมพอเพียง ดีกว่า ไม่ใช่ประเด็นนี้

แต่เห็นคลิปนี้แล้ว

ผมได้สติ ใจผมอยากไปอยู่ คอนโดกลางกรุง ใกล้ที่ทำงาน และ ใกล้สวนลุมพีนี ใกล้รถไฟฟ้า

เงินต้องซื้อความสะดวกสบาย ตามอัตถภาพ พอสมควร จะเกิดประโยชน์ และ ซื้อเพื่อเก็งกำไร ก็มีประโยชน์  มีเงินก็ต้องใช้ครับประเด็นคือใช้ให้เป็น เกิดประโยชน์  เพราะ ชาวบ้าน ไม่มี บาตร กับ ผ้า

 แต่ว่า กำลังเงินผมมีเท่านี้ และ ไม่คิดจะอยู่ในเมืองนานมาก ขอแค่ สอบ ผู้สอบฯได้ พอแล้ว เป้าหมายชีวิต ที่คาใจสำเร็จแล้ว จบกันตรงนี้เท่านั้น อนาคต จะอยู่ ไป กรุงเทพ ค่อยว่ากัน ขอ ทำ งานให้สำเร็จก่อน

งานไม่สำเร็จ ผม จะมีโอกาสทำ ความฝันได้หรอ เป้าหมายผมคืออะไร 20/4/53 วันเกิดผมจะบอก

คลิปนี้ขออุทิศให้วันพระที่ผ่านมา ไม่ได้โพสต์ครับ

ไหง มีแต่เรื่องพระ เน้อ เปล่าครับ คือว่า วันนี้หยุด หลังจากโหมทำงานหนัก เดือนครึ่ง ปิดสงกรานต์ก็อ่านหนังสือ ลุยรอ เปิดทำงานหลังสงกรานต์ครับ อาชีพผม ถ้าไม่มีความรู้ เขาพูดอะไรมา ถ้าเราไม่รุ้แสดงว่า เราบกพร่อง โดย วิชาชีพต้องเก่งโดยธรรมชาติ ถึงไม่เก่ง ก็ต้อง มีความรู้เป็นเครื่องมือทำงาน

Leave a comment

Filed under วันพระ

วันพระ ที่ ….

ผมทำงานได้ 3 อาทิตย์  ก็ลืม อัพ blog ไป 1 วันพระ  ตกงาน 11 เดือน ฝีมือ การตรวจสอบตกไปเยอะ สนิมเกะสมอง  ถึงผมทำงานหนัก แต่ชอบ ช่วงนี้เน็ตตัด  ไม่มีเงินต่อ  คืนนี้เพิ่งไปยืมเงิน น้องบอยมากิน กันตายก่อนสิ้นเดือน แต่สาเหตุที่ไม่ได้อัพ blog อาทิตย์ก่อนคือ หย่อนยาน ปฎิบัติธรรมไม่เข้าเป้า นั่งกรรมฐานน้อย แต่ ทำงาน กับเหนื่อยแทน รู้สึกว่า ถ้าไม่ เร่งความเพียรอย่างพระมหาชนก  ตกงานอีกแน่นอน  งานตรวจสอบ มันแข่งกับเวลา และต้อง ทันกำหนดส่ง

วันพระนี้มีเรื่องที่ตั้งใจมา เสนอ เรื่องของ ความคิด  ทางพระพุทธศาสนา มานำเสนอ เนื่องจากบ้านเมืองกำลังแตกแยกทางความคิด

 พุทธวิธีคิด 
  • จงเตือนตนด้วยตนเอง
    • อตฺตนา  โจทยตฺตานํ
  • “โลกอันความคิดย่อมนำไป”
จินฺเตน  นียติ  โลโก

กาลามสูตร ๑๐ (การวางท่าทีต่อความเชื่อ) 
๑. อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะได้ฟังตามๆกันมา เช่น
    - ความจริงระหว่างพงศาวดารไทยกับพงศาวดารพม่า
    - ตำนาน / นิทาน
          เรื่องการสร้างโลก
    - อภินิหารเกี่ยวกับประวัติบุคคลสำคัญ 

เชื่อแบบบอกเล่าต่อๆกันมา/เชื่อตามพงศวดาร-ตำนานเรื่องเล่า

๒.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะปฏิบัติกันตามประเพณี 
  • ประเพณีจารีตต่างๆที่ปฏิบัติตามๆกันมา   เช่น
    • แห่นางแมวแล้วฝนจะตกเมื่อฝนแล้ง     ชาวอีสานจึงแห่นางแมว
    • ผมทำตามท่านนะครับ….เพราะถือคติว่า      เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด
    • ที่นี้ห้ามสตรีเข้า.....(โปรดอ่านป้าย)
    • การทำตามแฟชั่นเพราะกลัวไม่ทันสมัย
    • ลัทธิเอาอย่าง
ฯลฯ 
เชื่อแบบนำสืบกันมา/อ้างว่ามีผู้เชื่อหรือทำมาก่อน / เถรส่องบาตร

๓.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะการเล่าลือ 
  • ข่าว ดาราชื่อ…..ตั้งท้องกับดาราหนุ่ม.…(คนไหนก็ไม่รู้)
  • ได้ยินมาว่าเทอมนี้ Logic หมู่ 2 นี้ อาจารย์ผู้สอนจะให้ A  ทั้ง Class
 
การเชื่อทำนองแบบกระต่ายตื่นตูม(ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูล)

๔.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะอ้างตรรกะ 
  • ความสมเหตุสมผลของวิธีการอ้างเหตุผล อาจไม่ใช่ความถูกต้องของข้อสรุป
    •  
      • All a are b  ลูกผู้ชายต้องชอบฟุตบอล
      • (All) c are a  ภารดร เป็น ผู้ชาย
      • (All) c are b  ภารดร ชอบ ฟุตบอล
  • เมื่อวานเราอยู่กับแฟน
    วันนี้แฟนอยู่กับเรา  
    ดังนั้นพรุ่งนี้เราต้องอยู่ด้วยกัน (ไม่แน่ แต่สมเหตุสมผลไง) 
“รูปแบบถูกต้องแต่เนื้อหาอาจจะผิดพลาด”

๕.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะอ้างตำรา 
- เธอต้องฝันถึงฉันแน่เมื่อคืนนี้ (เพราะได้พลิกหมอนตามตำรา)
- อ้างหนังสือชีววิทยาสมัยอริสโตเติล
    เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล
- ตำราดาราศาสตร์นิยามดาวเคราะห์ว่า....... 
    ดังนั้น“ดาวพลูโตจึงไม่ใช่ดาว” 
“ฉันเชื่อว่าความคิดนี้ถูกต้องเพราะอ้าง/มีในตำรา”

๖.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะการเดาเอาเอง 
  • เกิดสงครามทีไรน้ำมันขึ้นราคาทุกที  ช่วงนี้น้ำมันขึ้นราคา แสดงว่าช่วงนี้มีสงครามแน่ๆ
  • กรณีบอมส์กรุงเทพจากข้อมูลตำรวจที่ปรากฏน่าเชื่อได้ว่ามีการกระทำของโจรใต้จริง ฯลฯ
 
การเชื่อมแบบโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลทางเดียว

๗.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพียงเพราะตรึกตรองตามอาการ 
  • อากาศอย่างนี้ฝนมันน่าจะตก ว่ากันตามที่เคยปรากฏทุกทีมันก็ตกนี่นา
  • อาการของเธอน่าเป็นเอดส์ ดูซิผอมดำเหมือนคนเป็นเอดส์เซียวมึง
  • โฆษณา เน้นเรื่องภาพลักษณ์ทาง “เพศ”
 
-โฆษณา โรลออน “แรดยังรุมตอม (ยังทนไม่ได้)”
-โฆษณาบะหมี่สำเร็จรูป “เซ็กซี่เร่าร้อน (ชวนให้หลงไหล)”

๘.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะตรงกับความเชื่อตน 
  • ชาญวิทย์เป็นคนชอบดื่มไวน์ พอมีงานผลวิจัยบอกว่าดีต่อสุขภาพ เขาก็เห็นชอบสนับสนุนด้วย
  • เราก็แฟนผีแดงด้วยกัน เชื่อว่าปีนี้ต้องได้แชมป์เปี้ยนลีกตามคุณเอกราชและเซียนบอลหลายคนทำนาย
  • เห็นไหมเขาก็ทิ้งเธอไป ก็ฉันเคยบอกแล้ว ว่าไอ้หมอนี่มันเจ้าชู้จะตาย...
  • นักพันธุวิทยาเชื่อมั่นว่า การโคลนนิ่งว่าจะไม่ทำให้สัตว์กลายพันธุ์ตามทฤษฎีที่ได้นำเสนอ
  • ใครที่รักนายกฯก็เชื่อว่าคาร์บอมส์เรื่องจริง  คนที่ไม่รักก็ไม่เชื่อเป็นธรรมดา
 
เป็นการเชื่ออย่างมีอคติ

๙.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะมีลักษณะน่าเชื่อ 
  • สบู่ก้อนนี้ กลิ่นหอมดีจัง น่าจะใช้ดีด้วยนะ
  • เหมียวเห็นวิศรุตแต่งตัวภูมิฐานคิดว่าเขาต้องมีสตางค์(รวยแน่)
  • คนนี้หน้าตาก็ดี พูดจาก็เพราะ ต้องเป็นคนดีแน่ๆ
  • นายคนนี้แต่งตัวกะโปโล บุคลิกไม่น่าไว้วางใจ คงเป็นคนกระจอก
 
อย่าพึงเชื่อเชื่อพวกมือถือสากปากถือศีล) 
เป็นการเชื่อแบบตัดสินจากอาการภายนอก 
“คบคนให้ดูหน้า  ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ” ( แต่ก็ไม่แน่เสมอไป)

1๐.อย่าพึงปลงใจเชื่อเพราะถือว่าเป็นครูหรือศาสดาของเรา 
  • บางครั้งครูหรือศาสดา อาจสอนผิด
    • เรื่องพระองคุลิมาล
    • ครู….บอกว่า…..
  • กาลามสูตรคือหลักการคิดเชิงวิพากษ์(Critical thinking)
  • การวางท่าทีที่ถูกต้องในการจะตัดสินใจเชื่ออะไรต้องทำการสังเกตตรวจสอบวิเคราะห์และพิสูจน์ข้อมูลก่อน
 
สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า 
…จงอย่ายึดมั่น… 
สรฺวมฺ   ศูนฺยมฺ

กระบวนวิธีคิดแบบพุทธธรรม 
๑.อริยมรรคมีองค์ ๘
  •  
    •  
      • สัมมาทิฏฐิ
      • (ความรู้/ความเห็น/ความเชื่อที่ถูกต้อง)
๒.หลักโยนิโสมนสิการ ๑๐ ประการ

หลักโยนิโสมนสิการที่ ๑  
๑.วิธีคิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัย/แบบปฏิจจสมุปบาท
หลักคิด:สรรพสิ่งล้วนมีเหตุให้เกิด ไม่มีสิ่งใดเกิดมีขึ้นโดยบังเอิญ
  •  
    • สาเหตุหลักและปัจจัยประกอบ
  • เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี  สิ่งนี้ก็ไม่มี  เมื่อสิ่งนี้ดับ  สิ่งนี้ก็ดับ
 
(การคิดเชิงหาสาเหตุ)

หลักโยนิโสมนสิการที่๒(การคิดเชิงวิเคราะห์) 
๒. วิธีคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ
  • ความเข้าใจผิดมักเกิดจากภาพรวมที่เรามองเห็น
  • สิ่งนี้(ปรากฏการณ์นี้)มีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
    •       
      สิ่งมีค่า..ที่แท้จริง  
      ไม่ได้อยู่ที่..การมองเห็น..
      หากแต่อยู่ที่.. สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น~
       
       
      หลักโยนิโสมนสิการที่๓( การคิดเชิงมโนทัศน์) 
      ๓. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์./รู้เท่าทันความจริง
  • หลักคิด :ยอมรับกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง ๓ ประการ
    • ๑. กฎอนิจจัง ความแปรเปลี่ยน ไม่อยู่นิ่ง
    • ๒. กฎทุกขัง  ความขัดแย้งไม่คงทนถาวร
    • ๓. กฎอนัตตา ความที่สรรพสิ่งหาแก่นสารไม่ได้
 
หลักโยนิโสมนสิการที่๔(การคิดแบบวิทยาศาสตร์) 
๔. วิธีคิดแบบอริยสัจ ๔ ๑. กำหนดรู้ปัญหาคืออะไร (ทุกข์)
  •  
    •  
      • ๒. กำหนดรู้สาเหตุปัญหาอยู่ที่ไหน (สมุทัย)
      • ๓.กำหนดรู้ว่าปัญหาแก้ได้ไหม มีกี่วิธี (นิโรธ)
      • ๔. กำหนดรู้แนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ดีที่สุด (มรรค)
  • กำหนดรู้สิ่งนี้คืออะไร  กำหนดรู้ว่าเป็นสิ่งที่พึงทำ  กำหนดรู้ว่าได้กระทำแล้ว
 
“ หากเราพยายามมากพอที่จะแก้ไขปัญหา
เราจะพบว่าทุกปัญหาย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ"

หลักโยนิโสมนสิการที่๕ 
๕. วิธีคิดแบบหลักการและความมุ่งหมายตรงกัน
  • ตั้งเป้าหมายเป็นและรู้วิธีการ
    • ปลูกพืชเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
    • วิธีการกับเป้าหมายเป็นเอกภาพเดียวกัน วิธีการที่เลวร้ายมิอาจนำไปสู่เป้าหมายบั้นปลายที่ดีงามได้
    • วิธีการคือเป้าหมายที่กำลังงอกเงยคลี่คลายตัวมันเอง(Means is the end in the process of becoming)
 
การคิดเชิงกลยุทธ์

หลักโยนิโสมนสิการที่๖ 
๖. วิธีคิดแบบพิจารณาคุณ-โทษและทางออก
  • สุดโต่ง ๒ สายคือ:
    • การปล่อยตัวตามความรู้สึก (หย่อนเกินไป)
    • การตึงเครียดกับชีวิตทรมานตัวเอง (ตึงเกินไป)
  • ทางสายกลาง (คือทางออก)  ทุกครั้งของการตัดสินใจต้องคิดอย่างรอบคอบ
    •  
      • การลาออกจากงาน  ตัดสินใจด้วยอะไร
        • แรงผลักหรือแรงจูงใจ
 
การคิดเชิงบูรณาการ

หลักโยนิโสมนสิการที่๗ 
๗. วิธีคิดแบบพิจารณาคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม
  • คุณค่าแท้ คือประโยชน์อันแท้จริงเกิดจากปัญญา “ดีมานด์แท้”
    • เป็นการสร้างค่านิยมแบบเศรษฐกิจพอเพียง
    • บิล เกตส์ นั่งเครื่องบินชั้นธรรมดา ให้คุณค่าการเดินทางที่ความเร็วมากกว่าความสบาย  (ถึงที่หมายพร้อมกับชั้นหนึ่ง)
  • คุณค่าเทียมคือสิ่งที่พอกเพิ่มอันเกิดจากตัณหา  “ดีมานด์เทียม”
    • เป็นการสร้างค่าค่านิยมแบบวัตถุนิยม/บริโภคนิยม
  • ใช้หลักคิดรู้จักประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตัญญุตา)
    • อยู่ดีกินดี
  หลักโยนิโสมนสิการที่๘ (Positive thinking) 
๘. วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม
  •  
  • ความเพียรย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จ
    • เป็นคนควรพยายามเรื่อยไปจนกว่าจะสำเร็จ
    • คนย่อมล่วงทุกข์ด้วยความเพียร
    • คนเรามีโอกาสผิดพลาดได้แต่ต้องชนะมากกว่าแพ้
    • โทมัส อัลวา เอดิสัน “ความล้มเหลวคือการทดลอง”
    • อเล็ก เฟอร์กูสันว่า กล่าวว่าปรัชญาทีมแมนยูฯคือ
“จงยิงประตูให้ได้มากกว่าคู่แข่ง๑ ประตู”

หลักโยนิโสมนสิการที่๙ 
๙. วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบันขณะ(มีสติ)
  • ชีวิตคนเรานั้นมีอยู่ชั่วขณะจิตเดียว
  • จงไม่ประมาทในทุกขณะของชีวิต
  • รู้เท่าทันความรู้สึก/ไม่ตกไปตามอำนาจของอารมณ์
  • เจริญสติ/สมาธิ
หลักโยนิโสมนสิการที่ ๑๐ 
๑๐. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท(จำแนกประเด็น/ไม่ตีคลุม)
  •  การคิดและวิธีการตอบปัญหา ๔ อย่าง
      • ตอบแบบฟันธงหรือแบบยืนกระต่ายขาเดียว
      • ตอบแบบศอกกลับหรือย้อนถาม
      • ตอบแบบแยกแยะประเด็น
      • ตอบแบบนิ่งเงียบหรือไม่ตอบ
 วิธีฝึกการคิด 10 วิธี 
1.วิธีการคิดเชิงวิพากษ์ 
หมายถึง
ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยการไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนออย่างง่าย ๆ  แต่ตั้งคำถามอย่างท้าทาย  หรือโต้แย้งสมมติฐานและข้อสมมติที่อยู่เบื้องหลัง  โดยพยายามเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางต่าง ๆ  ที่แตกต่างจากข้อเสนอนั้น  เพื่อให้ได้คำตอบที่สมเหตุสมผลมากกว่าข้อเสนอเดิม 
กรุณาจำ ๆ  กันไว้หน่อย !
จะออกสอบด้วยนะ 
คือการพยายามหาข้อบกพร่องในข้อถกเถียงนั้น ๆ

2. วิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ 
หมายถึง
การจำแนกองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น  เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น

3. วิธีการคิดเชิงสังเคราะห์ 
หมายถึง
การคิดโดยดึงเอาองค์ประกอบต่าง ๆมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้สิ่งใหม่ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

4. วิธีการคิดเชิงเปรียบเทียบ 
หมายถึง
การคิดโดยวิธีการเทียบเคียงความเหมือนและหรือความแตกต่างระหว่างสิ่งนั้นกับสิ่งอื่น ๆ  เพื่อให้เกิดความเข้าใจสามารถอธิบายเรื่องนั้นได้อย่างชัดเจน  เพื่อประโยชน์ในการคิดแก้ปัญหาหรือการหาทางเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 
ลูกสัตว์กับลูกคน
สัตว์เดรัจฉานไม่เคยขยี้หัวใจพ่อแม่ 
สวรรค์อยู่แทบเท้าของมารดาบิดา
เจ้าจงไปสัมผัสเท้า...ไปกราบเท้า...แล้วเจ้าจะได้ขึ้นสวรรค์ (อัลกุรอาน)

5. วิธีการคิดเชิงมโนทัศน์ 
หมายถึง
การคิดโดยการประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างไม่ขัดแย้งแล้วนำมาสร้างเป็นความคิดรวบยอดหรือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น

6. วิธีการคิดเชิงสร้างสรรค์ 
หมายถึง
การคิดโดยการขยายขอบเขตความคิดออกไปจากกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่สู่ความคิดใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น

7. วิธีการคิดเชิงประยุกต์ 
หมายถึง
การคิดโดยการนำสิ่งที่มีอยู่เดิมไปปรับใช้ประโยชน์ในปริบทใหม่ได้อย่างเหมาะสม  โดยยังคงหลักการของสิ่งเดิมไว้

8. วิธีการคิดเชิงบูรณาการ 
หมายถึง
การคิดโดยการเชื่อมโยงแนวคิดหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าหาแกนหลักได้อย่างเหมาะสม 
เพื่ออธิบายหรือให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

9. วิธีการคิดเชิงกลยุทธ์ 
หมายถึง
การคิดโยการกำหนดแนวทางที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไข  ข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

10. วิธีการคิดเชิงวิสัยทัศน์ 
หมายถึง
การคิดโดยการคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม

จบบริบูรณ์
ขอให้ทุกคนโชคดีและสมปรารถนาทุกประการด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์
                                                                

Leave a comment

Filed under วันพระ

วันพระที่ 9 ของปี อานิสงค์แห่งการเดินจงกรม 20 อย่าง

1. บรรเทาความเกียจคร้าน

2.ดับความฟุ้งซ่านแห่งจิต

3.พิชิตความหิวโหย

4.ช่วยบรรเทาความกระหาย

5.กระจยกองเลือดกองลม

6.ระดมภูมิต้านทาน

7.ช่วยด้านการทำสมาธิ

8.ทำให้มีสติต่อเนื่อง

9.รู้เรื่องของรูปนาม

10.เข้าใจความเกิดดับ

11.ช่วยขับไล่อวิชา

12.เกิดปัญญารอบรู้

13.นำสู่ทางหลุดพ้น

14.ช่วยย่นทานิพพาน

15.จิตเบิกบานผ่องใส

16.ละความอาลัยกิเลส

17.เข้าสู่เขตอมตะธรรม

18.ช่วยย้ำให้หมดอารมณ์

19.ไม่ชื่นชมชาติเกิด

20.หมดกำเนิดทั้งปวงแล

Leave a comment

Filed under วันพระ

พระที่ 8 มาฆบูชา


เมื่อวานผมไปทำงานวันสุดท้าย นั่งรถผ่านคลองแสนแสบ เห็นพระจันทร์สวยมาก ลืมไปว่าวัีนพระใหญ่ เลยเอามาฝากกันและ ผมเมื่อวานนั่งกรรมฐานต่ำกว่าเป้า และไม่ได้อัพ blog คือทำไม่ทัน จริงๆ บทความนี้ต้อง ลงเมื่อวาน แสดงเห็นประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เอาเป็นว่ามาอัพวันพระวันนี้แทนเพราะ มนุษย์เงินเดือนวันนี้หยุดชดเชย ผมก็เนียนชดเชยวันพระใหญ่เมื่อวานละกันครับ งุงิๆๆ

ประวัติความเป็นมา

1. ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๙ เดือนขณะนั้นเมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน ๓ในเวลาบ่ายพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุม พร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ คือ
2. วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
3. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้ นัดหมาย
4. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖
5. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นผู้ได้รับการอุปสมบท โดยตรงจาก พระพุทธเจ้า
เพราะเหตุที่มีองค์ประกอบสำคัญดังกล่าว จึงมีชื่อเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต และในโอกาสนี้ พระพุทธเจ้า ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประกาศหลักการอุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา

Leave a comment

Filed under วันพระ

มหาสติปัฎฐาน 4 (วันพระที่ 7 ของปี)

มหาสติปัฏฐาน 4 คือ

1 กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน  ใช้สติกำหนดรู้พิจารณากายในกาย

2 เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน  ใช้สติกำหนดรู้พิจารณาเวทนาในเวทนา

3 จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน  ใช้สติกำหนดพิจารณาจิตในจิต

4 ธัมมานุปัสสนาสติปัุฎฐาน  ใช้สติกำหนดพิจารณาธรรมในธรรม

แปลบาลีเป็นไทยดังนี้

กายา = กาย  เวทนา=ความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ สุข ทุกข์ จิตตา=ความคิด  ธัมมา=ธรรมอารมณ์ต่างๆเช่นความเบื่อหน่าย ควาฟุ้งซ้าน ความขยัน ความเฉย ฯลฯ เป็นต้น

กำหนด =ไปรู้ ไปจับตรงนั้น  พิจารณา= สังเกตุ ด้วย ความรู้(สติ) ไปทำความรู้ึสึกตรงนั้น

หลักฐานในพระไตรปิฎก ได้ระบุไว้ชัดเจน เป็นภาษาบาลีกล่าวไว้ว่า

เยเยว ยันติ นิพพานัง พุทธา เตสญัจะ สาวภา เอกายเนน  มัคเคน สติปฎฐาน สัญญินาฯ

แปลว่า พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ และพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เหล่านี้ ย่อมไปสู่พระนิพพานด้วยทางสายใด ซึ่งเป็นทางสายเอก ทางสายนั้น นักปราชญ์ ราชบัณฑิตทั้งหลาย รู้ทั่วถึงกันแล้ว่าได้แก่ สติปัฎฐาน 4 ดังนี้ฯ

เนื่องจากวิชาวิปัสนากรรมฐานนี้เป็นวิชาที่ประเสริฐที่สุดในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีข้อปฎิบัติและข้อห้ามหลายอย่าง ผู้ฝึกต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อความก้าวหน้าของผู้ฝึก การละเมิดข้อแนะนำข้อใดข้อหนึ่ง มันจะมีโทษตามมาเสมอ

การนั่งสมาธิในโลกเรานั้นแบ่งอย่างคราวๆได้ 2 ระบบ ดังนี้

ระบบ สมถะ คือระบบคลายเครียด เหมือนเราไปพักผ่อน เกิดสุข สบาย

ระบบ วิปัสสนา คือระบบ เจริญปัญญา เหมือนเราไปทำงาน จะเหนื่อย ไม่ได้สบายตลอดเวลา

เนื่องจากว่านั่งหลับตาเหมือนกันแต่เนื้อหาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมีจุดสังเกตุข้อแต่ต่างดังนี้

ข้อแตกต่างด้านของ การบริกรรม ขณะนั่ง มีเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันดังนี้

1 สมถะ จะ ใช้การบริกรรมกำหนดขณะนั่งสมาธิ เช่นพุทโธ หรือ สัมมาอรหัง ขณะบริกรรมเป้นต้น

2 วิปัสสนา จะใ้ช้การทักอาการเคลื่อนใหวของกายคือ ให้ส่งจิตไปสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของหนังหน้าท้องว่าขณะนั้นมันพอง หรือ ยุบ เรียกภาษาชาวบ้านว่าเข้าไปทักอาการพอง กับยุบ แล้วเน้นอาการด้วยคำว่าหนอ คือ พองหนอ ยุบหนอ

อันหนึ่งหาคำใดๆขึ้นมาสักอย่างแล้ัวบริกรรมไปเหมือนท่องมนต์ขณะนั่งหลับตา อีกอัน ใช้สติไปสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของหนังหน้าท้อง แล้วทักเฉยๆ ว่ามันพองหรือยุบในใจ

ข้อแตกต่างด้านการหายใจ

สมถะ จะหายใจสั้น อย่างลึกสุดก็ไม่เกินหน้าอก สังเกตุลมเข้าจากจมูกไปยังหน้าอก ลมหายใจจะไม่ลึก

วิปัสสนา จะหายใจยาว ลึก ถึงท้อง คือการหายใจของคนฝึกวิปัสสนาจะเริ่มสอนจากการหายใจก่อนอื่นเลย เพราะเป็นพื้นฐาน ลักษณะเหมือนลูกโป่ง ลมเข้าลูกโป่งจะพอง คือท้องฟอง ลมออกท้องจะยุบ คือลูกโป่งแฟบ  แต่ถ้าสมถะจะตรงกันข้าม

ข้อแตกต่างด้าานของการวอร์มก่อนนั่ง

สมถะจะไม่มี คือสอนนั่งอย่างเดียว ไม่มีเดินจงกรม

วิปัุสสนา จะมีการเดินจงกรม สลับการนั่ง ผลทำให้เส้นสายไม่ยึด จะมีการยึดหยุ่นแก่ตัวขาไม่ตาย เดินเหินสะดวก และวิปัสสนาจะสอนเดินเป็นจังหวะ เริมจากจังหวะ 1- 6 เลยทีเดียว เหมือนนักกีฬาก่อนลงสนามจะมีการวอร์มร่างกายก่อน เรียกว่าเตรียมตัวเริ่มสมาธิขั้นต้น ขณิถะสมาธิก่อนนั่ง

ข้อแตกต่างด้านกิจกรรมขณะนั่งไปแล้วนั้น จิตทำอะไรไปบ้าง

สมถะ ไม่มีการทัก มีแต่บริกรรม อย่างเดียวตลอดการนั่ง ถ้าเจอ ความสุข ความทรมาณ หรือความคิดฟุ้งซ่าน หรือความขี้เกียจ ก็ให้รู้เฉยๆ ไม่ทักไม่อะไร บริกรรมอย่างเดียว

วิปัสสนา นอกจากสังเกตุหนังหน้าท้องแล้ว งานอีกอันขณะนั่งคือการ ทัก ดีก็ทัก ไม่ดีก็ทัก สบายก็ทัก ไม่สบายก็ทัก ทักหมดทุกอย่างที่มาดึงความสนใจจากหนังหน้าท้อง การทักคือเน้น เน้นสติให้เติบกล้า ขณะนั่งหลับตา

ข้อแตกต่างเรื่องของการตั้ง เวลาการนั่ง

สมถะ นั่งไม่ตั้งเวลา นั่งไปเรื่อยๆ อยากเลิกก็เลิก อยากนั่งก็นั่ง ตามสะดวก กำหนดเอาเองตามใจผู้ปฎิบัติ

วิปัสสนา นั่งตั้งเวลา เริมจาก 10 นาที เดิน 5 นาที เพิ่มไปเป็นสเต็บ 2 3 4 5 6 จนกระทั้่งนั่งได้ ชั่วโมงเลย และมีกำหนดเป็นรอบๆ เหมือนนักมวย มีชก มีพัก มีเดิน มีนั่งสลับกัน และพักเป็นสเต๊ป ตามหลักสูตรกำหนด วิธีนี้จะฝึกตัวสัจจะบารมี ให้เราทำอะไรมีกำหนดเวลาเป็นกรอบไปในตัว ถ้าการนั่งรอบนั้นดี หมดเวลา เราก็ต้องออก ไม่ใช้นั่งต่อเพราะสบาย สุข สงบ ดี หน้าที่คือทัก ถ้ารอบการนั่งรอบนั้นเจอสภาวะ แย่ๆ เช่นขี้กียจ ดิ้น และทุกข์ เราก็ไม่ออกก่อนเวลา เหมือนฝึกให้เรารักษาหน้าที่ นิสัยนี้จะติดตัวเราเวลาเราใช้ชีวิตประจำวันจะเป็นคนรักษาเวลา รักษาคำพูด ไม่สับปรับ ไม่เป็นคนโกหก หลอกลวง ตรงไปตรงมา ได้ การจะเปลี่ยนนิสัยไม่ใช้มาเปลี่ยนทันที่ง่ายๆ เพราะมันสะสมมานานมาก ต้องตั้งใจจริง และมีการฝึก ประกอบด้วย

ข้อสังเกตุเรื่องการนิ่ง แต่ละวิธีจะเน้น กับไม่เน้นมากต่างกัน

สมถะจะไม่เน้นเรื่องการดิ้น คือดิ้นได้ถ้าปวดให้ขยับ คือให้สบาย สบายท่าใหนก็นั่งท่านั้น ปวดก็ดิ้นเอา จึง สามารถนั่งได้ทั้งวันก็ได้

วิปัสสนาโดยหลักการ ห้ามดิ้น เว้นแต่ธรรมชาติ เช่นหลังต้องตรง แต่นั่งไปอาจโค้งงอได้ ตามธรรมชาติกระดูก สำคัญเราต้องไม่มีเจตนาขยับ ให้ธรรมชาติเป็นตัวปรับเอง การไม่ดิ้นเพื่อให้เข้าถึงสภาวะอันแท้จริงของธรรมชาติให้รู้จักความจริงสองด้าน ทั้งสุข ทั้งทุกข์ใจมันจะยอมรับไปโดยปริยายไปเองแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เราจะไม่รู้เห็๋นความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเทียบกันปีต่อปีจะเห็นชัดเจนว่าปีก่อนเรายังฉุนเฉียว ดุ โมโหง่าย ปีนี้ เราโมโหห่าง หรือนับครั้งได้ เป็นต้น

สองระบบ นั่งหลับตาเหมือนกัน แต่ผลต่างกันมากมาย เป้าหมายก็ต่างกัน สมถะเน้นพลังสมาธิเป้าหมายที่ได้คือกำลังสมาธิ แต่วิปัสสนา ผลที่ไ้ดคือ เกิดพลังทางธรรมชาติ เรียกว่าสปาร์คพลัง ชาร์จไฟในตัว เรียกว่า พลังงานใหญ่ พลังปัญญา ภาษาสมัยใหม่อาจเรียกว่าพลังจักรวาล เต๋าเรียกพลัง หยิน หยางหรือ พลังธรรมชาติ ฯลฯ

เป้าหมายสมถะคือสมาธิขั้นสูงเพื่อเอาไปประหารกิเลส เป็นการหลุดพ้นเรียกว่าเจโตวิมุติ หลุดพ้นด้วยความสงบ เหมือนดับไปพรึบ มืดไปทั้งห้อง จะไม่เห็นอะไรเลย และหลุดพ้นแต่บางคนก็ได้ปัญญาแต่น้อย พระพุทธเจ้าไม่รับรองวิธีสมถะเพราะทดลองเองมาหมดแล้ว 6 ปี คนที่จะได้ปัญญาจากวิธีนี้ ต้องเป็นคนที่มีบารมีเก่าเยอะมาก และ ไม่ชัวร์ว่าทุกคนจะได้ปัญญา % ที่จะได้รู้แจ้ง ด้วยปัญญา วิปัสสนามี โอกาสสูงกว่าเรียกว่า 60-80%จากทั้งหมด เลยรับรองไว้ว่า อย่างช้าไม่เกิน 7 ปี อย่างเร็ว ไม่เกิน 7 วัน ถ้าทำด้วยวิธีนี้นะ เหมือนกับว่าท่านไปค้นคว้ามาหมดแล้วและสรุปมาเป็นหลักสูตร มีรับรองผล ถ้าสมถะ จะไม่รับรองแต่ถามว่าได้ปัญญาหรือไม่ ตอบว่าได้เหมือนกันเพราะว่าถึีงเหมือนกัน เหมือนหลวงปู่ชา หลวงพ่อเกษม หลวงพ่อคุณ เหล่านี้ สมถะหมด แต่ได้ปัญญาที่เรียกว่า ทับเส้นแปะเลยกับ ปัญญาที่ได้จากวิปัสสนา แต่ว่าพระไทยลงทุนบวชเป็นแสนๆ ปฎิบ้ติสมถะนับหมื่นๆ ได้พระอริยะนับองค์ได้

% รู้แจ้งของวิปัสนาจะมากกว่าเพราะนักปฎิบัติ 100 คน 80% เอาไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างน้อยไม่ไปเป็นโจร หรือทำความชั่วหนักๆ นี้ก็ช่วยลดความรุ่มร้อนของสังคมได้มากแล้ว ขนาดยังไม่ได้ปฎิบ้ัติจริงๆ ถ้าถึงขั้นได้ดวงตาฯ ก็มีอยู่ แต่ไม่เผยตัวเพราะ จะโฆษณาตัวเองไป แต่ที่เห็นๆ หลวงพ่อทองวัดพระธาตุศรีจอมทองจังหวัดเชียงใหม่ก็สำเร็จด้วยวิธีวิปัสนากรรมฐาน ก็สอน ชาวโลก จนถึงทุกวันนี้ แต่ท่านไม่ได้เน้น วัตถุมงคล เน้นปฎิบัติ

เป้าหมายวิปัสนาคือ การรู้ด้วยพลังปัญญาจากสติที่รวมพลังเหมือนเราเอาแว่นขยายมารวมแสงแล้วมีกำลังเผาใบไม้ได้ เหมือนรวมแสงเลเซอร์ถ้ารวมได้ที่จะตัด เจาะ ทะลุ ทุกสิ่งได้ แต่การนั่งสมาธิ รามกำลังของสติ ให้ทะลุปัญหาต่างๆ เกิดปัญญาตัวใหม่เรียกว่า ภาวนามยปัุญญา หรือการตรัสรู้ เป็นการหลุดพ้นแบบปัญญาวิมุติ เหมือนเปิดไฟสว่างทั้งห้อง แล้ววางทุกอย่างไม่ยิดติด เห็นทุกอย่างแต่ไม่อยาก มีเพียงหน้าที่ จบชีวิตโน่นไปปรินิพพาน แต่เข้าถึงนิพพานตอนมีชีวิตแล้ว มันหยุด มันเย็น มันไม่อยาก ไปเอง

ถ้าถามว่าิสมถะกับวิปัสสนาแบบใหนนำมาใช้ทางโลกได้ดีกว่ากัน ก็ตอบว่า แบบวิปัสสนาจะเหมาะกว่าเพราะไม่ต้องแยกตัวจากสังคม ไม่ต้องบวชตลอดชีวิต

พระพุทธเจ้ามีเป้าหมายการตั้งศาสนาขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชานี้ให้ชาวโลกนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ปล่อยให้หายไปกับชีวิตของท่าน จึงต้องมีการถ่ายทอด จากพระสู่พระ จากพระสู่โยม จนครบพุทธบริษัท 4 ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการปฎิบัติจะมีถึง 4 ด้าน เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก 4 ตัว (เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และฟรี แต่คิดหนักแค่นั้น ตรงที่จะลงมือเมื่อใหร่)

ท่าจะเป็นคนที่มี สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย ถ้าป่วยหนักก็เบา อายูยืน หน้าใส  เรียกว่า ประโยชน์ทางกายภาพ

ท่านจะเป็นคนที่มีจิตในหนักแน่น ไม่หวั่นใหวง่าย เรียกว่าประโยชน์ทางใจ

ท่านจะเป็นคนมีสติ ทำอะไรมีเบรค มีสติกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน

ท่านจะเป็นคนมีปัญญา เวลามีปัญหาอะไรท่านจะแก้ไขได้ เอาตัวรอดได้

เรียกว่า กายดี ใจดี สติดี ปัญญาดี ขึ้น ครับ ประโยชยน์ทางโลกคือตรงนี้ แต่ละคนตามบารมีที่มีตามกำลังแต่ละคนเรียกว่า มนุษย์สมบัติ มีทรัพย์สินเงินทอง มีสถานภาพทางสังคม มีความสุข และมีความมั่นคงในชีวิต จะว่าไปเป็นวิชาที่พัฒนาคุณภาพชีิวิตให้ดีขึ้น ปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ถ้าทุกคนได้ฝึกแล้วประโยชน์ทางสังคมโลกก็ได้คน มีศักยภาพเอาไปใช้ ความสุขสงบก็เกิดกับสังคมโลกโดยรวม เพราะ เ่ก่ง และ มีคุณธรรม  ถ้าหากจะกล่าวถึงทางธรรม ประโยชน์ขั้นสูงสุดก็คือนิพพาน ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดที่นักปฎิบัติอยากได้กันเรียกว่านิพพานสมบัติ ครับ

Leave a comment

Filed under วันพระ