เหล่ามนุษยชาติ=เหล่าเวไนยสัตว์

ผมชอบรายการ history channel ของ true vision เป็นพิเศษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเกี่ยวกับนอสตราดามุส เนื่องจาก ผมมีความสามารถด้านนี้ประกอบกับความสามารถด้านอื่นๆที่กลายเป็นคุณสมบัติิประจำตัว

ช่วงเวลาที่ผมอายูได้ 22 ปี ผมมีความสงสัยเกี่ยวกับความสามาถในการเอาตัวรอดว่าเรามีศัยภาพเพียงใดในการนำพาร่างกายที่กว้างคืบยาวศอกให้ดำรงอยู่ได้ตลอดอายูไข

บังเอิญมีแม่เพื่อนสอนดวงเลยนำพาให้ไปเรียน ดวง เป็นเวลา 1 ปีก่อนเข้าศึกษาที่ มหาวิทยาลัยตอนอายู 23 ปี และในปีดังกล่าวผมได้มีโอกาสได้เ่รียนวิปัสนากรรมฐานที่ลำปาง
มีคนถามผมว่า คุณดูดวงได้แม่นขนาด เอาตัวรอดทางเศรษฐกิจได้อย่างสบายๆในชาตินี้ ทำไมไม่ดูดวงต่อ ผมตอบไปว่า เพราะผมค้นพบวิธีดูดวงได้แม่นกว่า โหราศาสตร์ที่ผมศึกษามาไงละ มันแม่นยำถึงกว่า 98% เลยทีเดียว ซึ่ง ศาสตร์แห่งโหราให้เราได้เพียง 80% ไม่เกินนี้ถ้ามันเกิดจริงตามคำทำนายก็มีแม่น ไม่ตรงก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเพราะฟันธงศาสตร์ มันยังมีพลาดอีก 20% แต่ผลของคำพยากรณ์ ที่ได้จากการ ปฎิบ้ัติถ้าเราทำถึง มันแม่นยำเกือบ 100% ทำไมผมจะไปเป็นหมอดูละ ยอมลำบากมากๆดีกว่า มีชีวิตที่สุขสบายแต่ทายไม่แม่นเหมือนหมอดูที่โดนสังคมวิจารณ์ไปต่างๆ ว่าไม่รับผิดชอบคำทำนายเป็นต้น ผมว่าหมอดูน่าจะออกมาแก้ต่างประเด็นนี้นะมะใช่นิ่งเฉย มันขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมไปนิดนึง สังคมส่วนรวมก็ไม่ดีเวลานักวิทยาศาสตร์ออกมาพูดให้่ระวังซึนามิ ผู้ว่าภูเก็ตออกมาบอกห้าม ดร.สมิทร เข้าจังหวัด นิก็เห็นแก่อะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆธุรกิจโรงแรม เจ๊งเป็นแถบๆ แต่บทจะรวยก็รวยนะโรงแรมนิ เอาแน่ไม่ค่อยได้ เข้าเรื่องนิดครับ

ในทรรศนะ่ส่วนตัว การปฎิบัติธรรมมันช่วยโลกได้เยอะกว่า การเป็นนักพยากรณ์ ในเวลานี้มาก เพราะมันสามารถช่วยได้ทั้ง มนุษย์ และ โลก ธรรมชาติ พยากรณ์เปลี่ยนมนุษย์ไม่ไำด้ ได้แต่เตือนให้ลด ละ เลิก พอไม่เตือนก็เหมือนเิดิม

แต่เวลาก็ยังไม่มาถึงจนกว่าผมจะกลับลำปาง ซึ่งมันใกล้เข้ามาแล้ว อีกแค่ 7 วันทำงานเท่านั้น สิ้นเดือนนี้ผมก็ลาออก และกลับบ้านไปอยู่สวน ทำมาหากินเป็นชาวบ้านแล้ว

ขนาดเป็นฆารวาส ยังมีคนขอร้องบวช ๆๆๆ ราศีมันจับตลอดจริงๆ นิแหละ เรียกว่าคนมีแวว ขนาดไม่ลงมือทำนะ เลยไม่ทำดีกว่า มันจะดังเอา

6 ปีที่กทม ให้ความรู้ ความสามาถในการดำรงชีวิตในโลกใบนี้ ทำไมช่วงเวลา นี้ถึงเหมาะสมนัก เพราะผมได้มาอยู่ในช่วงเวลาของคำพยากรณ์ของอาจารย์ผมอย่างเกาะติดสถานการณ์ วิกฤตเหลืองแดง ทำไมผมถึงมาอยู่ในเมืองหลวงของประเทศนี้ ในช่วงเวลาที่สุดยอดของประเทศในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา จังหวัดมีเป็น 70 กว่าจังหวัด แต่เราเลือกที่จะมาอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ แม้แต่ที่ทำงานเก่ายังอยู่ในเขตกระสูนจริง

ผมยังมีภาระทางธรรมที่ทำไม่เสร็จ จำเป็นต้องกลับไปทำสมาธิ ในช่วงเวลาที่เหลือต่อไป ผมบวชมา 3 ปี พระท่านขอไว้ก่อนสึกว่าขอเก็บเรื่องในวัดพร้อมๆกับพร้อมๆกับ การรักษาศีล 5 ในชีวิตฆารวาส ในวันสึกวันที่ 4 ก.ค. 2548 เรื่องศาสนาผมได้แต่ ถอนหายใจ และหากบวชผมก็ไม่มีเวลาทำหน้าที่ พุทธบุตรแน่นอน การสึกคือการเสียสละลาภสัการะอันใหญ่หลวง ชื่อเสียง การมีทรัพย์สมบัติอันทางธรรมเรียกว่า มนุษย์สมบัตินั้นสำหรับผมเป็นเพียง ศาลาที่พักริมทางเท่านั้น

วันนี้ได้ดูคำพยากรณ์ของพระแม่ฟาติมา ใน ไฟล์ที่เพื่อนมันเก็บไว้ให้แล้วผมหัวเราะหึๆๆ ช่างน่าขำกับมนุษย์โลกเหลือเกินที่ทำบาปโดยไม่รู้ตัว

ศีล 5 นั้นเป็นเครื่องอยู่ของคนเรา แต่เราก็ไม่สนใจ เพราะว่ามันไม่ก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์ทางโลก 6 ปีที่กทม ไม่ต่างกับชีวิตที่เราเรียนรู้ว่าเราจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน เพราะที่บ้านผม ไม่มีประสบการณ์แบบที่กทมให้เลย มันสุดยอดมาก ทั้งคนทั้งสิ่งแวดล้อม

ผมเกิดมาเพื่อเป็นนักปฎิบัติธรรม นี้คืออาชีพหลักของผม มันคืองานของผม การปฎิบัติมาก่อนเสมอ ส่วน สัมมาอาชีพเป็นเครื่องดำรงอยู่แทน ปัจจัย 4 ที่ผ้าเหลืองมีให้เท่านั้น ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 ปีมานี้ผมก็ได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว ที่จะกลับไปบ้าน เพราะผมสึกมาแบบทำหน้าที่ไม่สำเร็จ หน้าที่ที่ทำไม่สำเร็จคือ การเป็นพุทธทายาท ที่สมบูรณ์ อาจารย์ผมบอกแล้วว่าผมสึกเร็วไป ผลของการไม่ฟังอาจารย์ทำให้ผมต้องมาลำบากกับการมีชีวิตเช่นทุกวันนี้ แต่ก่อนผมสึกอาจารย์ก็ได้บอกผมไว้เรียบร้อยแล้วว่า ยังไงผมก็ทำหน้าที่ พุทธทายาทสำเร็จ และ ได้เปลี่ยนบทบาท ไปเป็น พุทธบุตร แน่นอน ซึ่งในวันนั้ผมไม่เชื่อ เลยสึก หารู้ไม่ว่านั้นคือสิ่งที่อาจารย์ขอผมว่าอย่าสึกโดยปริยาย

ไม่เป็นไร อดีตผมแก้ไม่ได้ ผมไม่ฉลาดในคำแนะนำของอาจารย์เพราะผมมีปัญญาอันน้อยนิด 6 ปีก่อนกับวันนี้ผมต่างกันเหมือนเป็นคนละคน
มีความหนักแน่นขึ้น มีปัญญาขึ้น มีใหวพริบปฎิภาณขึ้น

ผมเลือกชีวิตไว้แล้ว ว่าผมจะไม่บวชอีก ผมก็ต้่องทำให้ได้ตามสัญญาที่ให้ไว้ แต่ก็ไม่ถึงกับปิดตาย นอกจากมีเหตุสุดวิสัยจริงๆเด๋วจะกลายเป็นติดล๊อคตัวเอง
สิ่งที่ผมเห็นชีวิตตัวเอง ณ วันสึกคือจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง จะลุ้นกรรมฐานตัวเองยังไง เราจะหากินอย่างไร ไม่มีผ้ากับบาตรแล้ว ก็ความรู้ความสามารถ ที่ผมสั่งสมมานั้นแหละคือผ้ากับบาตร ที่มองไม่เห็นของผม และการบวชนั้นมันไม่สำคัญเพราะความเป็นพระเค้าเป็นที่ใจไม่ใช้เป็นที่ชุดที่นุ่ง อาจารย์ได้สอนว่า การที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นพระนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแต่งกาย การเป็นพระไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าพิธี การเป็นพระไม่ได้ขึ้นอยู่กับยศฐาบรรดาศักดิ์ นั้นเป็นเพียงเครื่องหมายของการเริ่มต้นสำหรับการเป็นพระเท่านั้น นี้คือคำพูดที่คนทั่วไปไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต เหมือนกับ อาจารย์ได้เปิดของที่หงาย ได้ชี้ทางแก่คนหลงทาง มันกระจ่างในใจเป็นอย่างมาก

Leave a comment

Filed under คำพยากรณ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s