ลุงบุญมีฯ

@หนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ มีความเกี่ยวข้องกับโปรเจคต์ Primitive ที่เป็นงานศิลปะสื่อประสม (mixed media) และหนังสั้น 2 เรื่อง จดหมายถึงลุงบุญมี และ ผีนาบัว  ที่คุณเจ้ยทำไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วหรือเปล่าครับ?  (ติดตามชมโปรเจคต์ Primitive http://www.animateprojects.org/)
จะ ว่าใช่ก็ใช่นะ มันก็เป็นการขุดคุ้ยเรื่องราวของภาคอีสานมาเล่า แต่จริงๆ แล้วมันก็ค่อนข้างแยกกันนะ โปรเจ็กต์แต่ละอันมันก็อยู่ได้ด้วยตัวมันเอง

@แล้ว เรื่องราวของ ลุงบุญมีระลึกชาติ นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากไหนครับ?
แรง บันดาลใจมันมาจากหนังสือ เรื่องหนึ่งที่แจกในวัดข้างๆ บ้านผมที่ ขอนแก่น น่ะ ความจริงก็ได้หนังสือเล่มนี้มานานแล้ว ก่อนที่จะทำหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” อีก ก็คิดอยากจะทำมานานแล้ว แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะทำออกมาเป็นหนังยังไง จนพอเวลาผ่านไปนาน แล้วได้มาเห็นหนังสือเล่มนี้อีกครั้งน่ะ แล้วก็เดินทางไปอีสานเพื่อไปทำโปรเจคต์ศิลปะ Primitive แล้วก็เดินทางไปเจอพระที่วัดแล้วก็ได้คุยรายละเอียดกันมากขึ้น ท่านก็แนะนำให้ไปคุยกับคนอีกคนที่ระลึกชาติได้ เราก็เลยค่อนข้างจะเน้นไปในทางนี้

@หนังสือเล่มที่ว่านี่เป็นเรื่อง ราวของการระลึกชาติใช่ไหมครับ (อภิชาติพงศ์ ได้รับหนังสือ คนระลึกชาติ จากพระศรีปริยัติเวที วัดป่าแสงอรุณ ต.พระลับ อ.เมืองจังหวัดขอนแก่น )?
ใช่ ซึ่งลุงบุญมีก็มีตัวตนอยู่ในหนังสือเรื่องนี้ ซึ่งมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นน่ะ แล้วพอทำจริงๆ มันก็เปลี่ยนไปเยอะมากจนไม่เหลือเค้าเดิมเลยน่ะ เป็นแค่ไอเดียเฉยๆ

@แสดง ว่าลุงบุญมี นี่เป็นคนที่มีตัวตนอยู่จริงๆ หรือครับ?
คือ ลุงบุญมีนี่แกจะเป็นชาวบ้านที่อยู่(จังหวัด) หนองบัวลำพู ผมพยายามที่จะตามหาญาติเขาน่ะ แล้วก็ไปเจอลูกชายเขา ซึ่งผมก็ได้คุยกับลูกชายเขา 3 คน แต่ว่าจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เอาชีวิตของลุงบุญมีมาใช้นะ แค่เอาชื่อมาใช้ แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจเริ่มต้นน่ะ เพราะถ้าเป็นหนังสือจริงๆ นี่ แกจะระลึกชาติได้หลายชาติหลายแบบ สำหรับผม ผมไม่ได้สนใจตรงนั้นมาก มันกลายเป็นว่าหนังเป็นเรื่องของนักแสดงของเรา คือป้าเจนกับโต้ง น่ะ เน้นสองคนนี้มากกว่า เหมือนกับเล่าเรื่องในช่วงก่อนที่ลุงบุญมีจะเสียชีวิต แล้วเหมือนนักแสดงสองคนของเราเป็นผู้สังเกตการณ์น่ะ ไม่ได้มีชาติโน้นชาตินี้ตัดไปตัดมาวุ่นวายอะไร จะเป็นหนังค่อนข้างธรรมดาๆ นิ่งๆ

@ดูอารมณ์แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังในโทนเดียวกับหนังอย่าง สัตว์ประหลาด  หรือ สุดเสน่หา ไหมครับ?
ไม่ใช่ทั้งคู่เลย ผมรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเหมือนหนังเล่าเรื่อง หนังดราม่าเรื่องนึงน่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ดราม่า 100% มันจะเป็นหนังลูกผสมน่ะ มันจะเป็นยำใหญ่ระหว่างการเล่าเรื่องที่มันมีหลายสไตล์ หลาย mood น่ะ ซึ่งหนังเรื่องนี้มันมีหกม้วน (ฟิล์ม) แต่ละม้วน mood มันก็จะต่างกันในแต่ละม้วน

@ได้ยินคำว่า หนังเล่าเรื่อง กับการที่นักดูหนังบ้านเราหลายๆ คน มักจะบอกกันว่าหนังของคุณเจ้ยดูยาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังของคุณเจ้ยไม่เน้นการเล่าเรื่อง (ตามขนบ) ถ้าอย่างนั้นหนังเรื่องนี้ของคุณเจ้ยสำหรับคนดู ดูง่ายกว่าเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมาไหมครับ?
พูดแทนไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องอื่นผมก็ว่ามันดูง่ายนะ (หัวเราะ) ผมว่าเรื่องนี้มันอาจจะตรงข้ามกับ สัตว์ประหลาด! เลยนะ คือ สัตว์ประหลาด! กับ สุดเสน่หา นี่ผมยังคิดว่ามันดูง่ายด้วยซ้ำ แต่สำหรับเรื่องนี้ ถึงมันจะเล่าเรื่อง แต่สำหรับตัวผมเอง ถ้าให้เดา คนคงอาจจะไม่เข้าใจน่ะ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่น่ะ เพราะมันค่อนข้างก้ำกึ่งมาก แบบว่า เล่าเรื่องก็ไม่มีพ้อยน์ ไม่มีประเด็นน่ะ (หัวเราะ) ดราม่าก็ไม่ดราม่าสุดๆ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราอยากลอง ความเป็นหนังลูกผสมน่ะ

@แล้วหนัง เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ นี่ จะมีโอกาสได้เข้าฉายให้คนไทยดูในบ้านเราไหมครับ?
อืมม์… ผมจะพยายามฉายอย่างน้อยก็อาจจะเป็นรอบพิเศษน่ะ เข้าใจว่าคงไม่ฉายวงกว้างแล้วล่ะ หลังจากที่ผ่านๆ มา รู้สึกว่า ถ้าพูดถึงตลาดในบ้านเรา (สำหรับหนังแบบนี้) อาจจะยังยาก มันคงต้องฉายให้คนที่สนใจจริงๆ แต่ว่าก็ยังอยากฉายโรงนะ เพราะมันควรจะดูด้วยฟิล์มน่ะ

@หนังเรื่องนี้จะมีประเด็นเสี่ยงกับการ เซ็นเซอร์ในบ้านเราเหมือน เรื่อง แสงศตวรรษ ไหมครับ ทั้งๆ ที่จริงๆ เรื่องที่แล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่าจะเสี่ยงเลย แต่ก็โดนจนได้?
ใช่ๆ อันนี้พูดไม่ได้เลย เพราะว่าเรื่องที่แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะมีคนบ้าจี้อะไรอย่างนี้ (หัวเราะเหนื่อยๆ)

@พูดถึงเรื่องใหญ่กันบ้างครับ (เดี๋ยวไม่อินเทรนด์) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี คือการที่หนังเรื่องนี้ได้เป็นหนึ่งในหนังที่ได้เข้ารอบชิงรางวัลหนังยอด เยี่ยม (ปาล์มทองคำ) ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีล่าสุดนี้ คุณเจ้ยมีความคาดหวังมากน้อยแค่ไหน อย่างไรกับรางวัลนี้บ้างครับ?
อืม ม์… ไม่ได้หวังเลยๆ นี่พูดแบบซูเปอร์จริงใจเลยนะ (หัวเราะ) ไม่ได้มีความคิดเลยว่าจะได้ คิดว่าอยากรีบไปฉาย ไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้วก็กลับแล้ว เพราะว่าทำหนังเรื่องนี้มานานแล้ว อยากจะพักผ่อน แล้วก็ทำเรื่องต่อไปแล้ว เหมือนกับเราอยู่กับมันจนจะอ้วกแล้วน่ะ

@ได้ยินว่าในการประกวดที่ คานส์คราวนี้คุณเจ้ย ได้แข่งกับคนทำหนังที่เป็นผู้กำกับในดวงใจ ซึ่งเป็นคนที่คุณเจ้ยพูดถึงอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเจ้ยในการทำหนังอย่าง อับบาส เคียรอสตามี (ผู้กำกับอิหร่านเจ้าของผลงานอาทิ Where Is the Friend’s Home? Through the Olive Trees และ The White Balloon) รู้สึกยังไงบ้างครับ?
ขออวยพรให้ อับบาสได้รางวัลเลยล่ะ! (หัวเราะ) เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าหนังจะไปเข้าเทศกาลที่ไหน ไม่เคยตั้งความคิดเลยว่าจะได้รางวัล หรือฉันจะไปเพื่อรางวัล ฟังดูอาจจะน่าหมั่นไส้ (หัวเราะ) แต่ว่ามันเป็นความจริง เพราะว่าแค่ได้เข้าก็ตื่นเต้นพอแล้วน่ะ ไม่อยากไปคิดอะไรให้เสียสติไปมากกว่านี้ (หัวเราะ)

ผมดูหนังสั้นเรื่องนี้พร้อมๆกับคนไทยที่ได้ข่าว หนังเรื่องนี้ ช่วงพฤษภากลียุค พร้อมๆกับคนไทยทุกคน วันนี้เห็นคลิปแล้วบอกได้ว่า มันมีอารมณ์ชนบทเต็มไปหมด วิถีชีวิตคนคนต่างจังหวัดและชนบทที่ผมซึมซับมาตลอด 29 ปี เป็นชีวิตที่คนทั่วโลกต่างโหยหา ชีวิตที่ เงียบ ราบเรียบ สงบและสันติ  แต่ความจริง คนต้องหาเลี้ยงชีพ

ชีวิตในหนังไม่ต่างกับ ชีวิตพระที่ผมได้มีประสบการณ์ตรงตลอด 3 ปีที่่ผ่านมา และอีสานผมก็คงระลึกชาติกับภูมิหลังที่นั้น เพราะผมไดูุ้ มีโอกาสธุดงค์ตอนเป็นพระเกือบทุกจังหวัด เข้าใจความเหลือมล้ำของสังคม ชนบท กับในเมืองเป็นอย่างดี

ในฐานะเป็นทิด ขอบอกว่า  วิญญาณนั้นมีจริง ในพระศาสนาก็บอก เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด คนเกิดเพราะ พ่อแม่อยู่ร่วมกัน แม่มีประจำเดือน และวิญญาณหยั่งลงสู่ครรภ์ ถ้าไม่ครบองค์ประกอบก็ไม่เกิดเป็นคน

วิญญาณคือพลังงานชนิดหนึ่ง ที่ไม่กินเนื้อที่ต่างกัน คนที่ต้องมีร่าง รองรับ กินเนื้อที่ มีมิติ และวิญญาณจะปรากฎเป็นคนเป็นๆได้ก็ต้องมีพลังงานที่สูงมากเหมือนทีวีที่ต้องอาศัยคลื่นความถี่สูงจูนคลื่ีนมาให้ คนสามารถมองเห็นได้ เว้นแต่คนๆนั้นมีสัมผัสคลื่นที่เกินคนธรรมดา จึงเห็นพลัีงงานในความถี่อื่นได้ และกว่าวิญญาณจะปรากฎเป็นภาพครบนั้น 100 ครั้งได้สักครั้ง

คนใกล้ตายจะมีพลังงานสูงมาก จึงออกจากร่างได้ ไปปรากฎให้เห็น พอคนตายใหม่ๆพลังงานก็สูง แต่ยังอาวรณ์ที่ๆเคยอยู่เลยไปปรากฎที่บ้าน แถวบ้านผมเรียกว่า ไปเก็บรอยมือรอยเท้า หลังตายไม่เกิน 3 วัน

อันนี้ผมมีประสบการณ์ตรง แต่ไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ยอมรับว่า กลัวบ้าง แต่ เรื่องวิญญาณนั้นน่าสนใจ แต่ยังไม่ถึงเวลา

ฝรั่งยังทึ่ง คิดง่ายๆ คนทั่วโลกเหมือนกันหมด มีอารมณ์ ความรู้สึก โหยหา ความสงบ และไปสู่ความตาย ไม่เว้นสักรายถ้าเราตัดประเด็น เชื้อชาติ และศาสนา สีผิว และวัฒธรรม หนังเรื่องนี้เสนอสิ่งสากล

แค่อารมณ์ภาพ และ เสียงประกอบก็สะกดคนดูทั่วโลกได้แล้ว ยิ่งได้รางวัลเหมือนกับได้ปลอกคอชั้นดี  ชนชั้นปกครองต้องสะดุ้งขนาด พี่อภิชาติพงค์แสดงความเห็น เกี่ยวกับ งบฯที่สน้ับสนุนหนังไทย วันนี้มีข่าวว่า หนังอิงประวัติศาสตร์ชาติไทย โดนหั่นงบไป เกือบสิบล้าน (แค่ลดกระแส 2 มาตรฐานในวงการภาพยนต์)

พี่แกเจ๋งจริง ผมไม่เคยดูหนังที่มีพลังขนาดนี้มานับสิบปี แล้ว  ขนาด สามก๊ก(ขงเบ้งแสดงโดยทาเคชิ)ยังไม่มีพลังขนาดนี้ หรือล่าสุด คนจีนสร้างชาติ ก็ไกลตัวไปนิด

ถ้าผมไม่ห่วง ปากท้อง ณ วันนี้ผมคงเป็นคนทำภาพยนต์ไปแล้ว ไม่ฝืนใช้สมองข้างที่ตัวเองด้อยอย่างทุกวันนี้แน่นอน คงรุ่งมั้ง อ่านต่ออีกหน่อยสำหรับ เกล็ดเล็กๆน้อยๆ สำหรับเรื่องนี้

‘หนังไทย’ โด่งดังเวทีระดับโลก

คว้า รางวัล-โกยรายได้ที่เมืองคานส์

ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติแบบนี้ ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาต่างชาติกำลังถดถอยลง อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดี ๆ มาให้คนไทยได้ชื่นใจกันได้บ้าง เมื่อภาพยนตร์ไทยจากฝีมือคนไทยในวันนี้ไปสร้างความโด่งดังในเวทีระดับโลก อย่าง “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองคานส์” ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 63 แล้วที่ประเทศฝรั่งเศส

โดยผลงานจากผู้กำกับคนไทยแนวอินดี้ ฝีมือจัดจ้าน “เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระ เศรษฐกุล” สามารถส่งภาพยนตร์เรื่อง “ลุง บุญมีระลึกชาติ” หรือ “Uncle Boon- mee Who Can Recall His Past Lives” คว้า “รางวัลปาล์มทองคำ”  (ปาล์ม ดี’ออร์) ในสายประกวดหลัก เทศกาล  หนังนานาชาติครั้งนี้มาได้ เรียกว่าเอา   ชนะประเทศตัวเต็งอย่างเรื่อง “อนาเธอร์ เยียร์” ของผู้กำกับชาวอังกฤษ ไมค์ เลห์ และคู่แข่งในรอบชิง 16 เรื่อง มาได้อย่าง ไม่คาดฝัน

ที่ผ่านมาผลงานฝีมือการกำกับของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์ที่น่าจับตามอง ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2545 มาแล้ว จากเรื่อง “สุดเสน่หา” และ “สัตว์ประหลาด” ก็เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์ขวัญใจกรรมการ เมื่อ ปี พ.ศ. 2547 ในเทศกาลภาพยนตร์แห่งนี้เช่นกัน ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผลงานของผู้กำกับสายเลือดไทยคนนี้จะถูกจับตา มองเป็นพิเศษ แม้ว่าผลงานของ เจ้ย จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการทำรายได้ในประเทศไทยก็ตาม

“ลุงบุญมี ระลึกชาติ” ภาพยนตร์สั้นเรื่องล่าสุด และยังเป็นผลงานเรื่องที่ 6 แนวชีวิต ซึ่งมีความยาว 180 นาที และนำออกฉายอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ปีที่ผ่านมา ซึ่งพัฒนามาจากเรื่องราวมาจากผลงานศิลปะและวิดีโอจัดวางชุด “พริมีทิฟ” ซึ่งมีแก่นเรื่องว่าด้วยความทรงจำของผู้คนใน หมู่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม หลังจากที่ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ เดินทางเข้าไปยังหมู่บ้าน และได้พบกับชาวนาที่ใช้ชีวิตผ่านความรุนแรงและการกดขี่ในรูปแบบต่าง ๆ ในยุคสมัยที่รัฐไทยทำสงครามประชาชนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ภาพยนตร์ เรื่องนี้ยังหยิบเรื่องราวเชิงเหนือจริง นั่งสมาธิสะกดจิต และระลึกชาติ มาถ่ายทอด และถ่ายทอดโดยตัวละครที่ชื่อว่า “ลุงบุญมี”

ที่สำคัญผล งานเรื่องนี้ได้ทุนทรัพย์  จาก ผู้ร่วมลงทุนอย่าง ประเทศสเปน (เซตา) นอกเหนือจากเงินลงทุนจากสเปนแล้ว ยัง มีพันธมิตรดี ๆ จาก ประเทศอังกฤษ (อิลลูมิเนชั่น ฟิล์มส์), ฝรั่งเศส (แอนนา แซน เดอร์ส) และ เยอรมนี (เฟอเชทโปรดักชั่น และ แมทซ์ แฟคตอรี่) ใช้งบทั้งสิ้น 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35 ล้านบาท โดยมี แมทซ์ แฟคตอรี่ จาก สเปน เป็นผู้จัดจำหน่ายระหว่างประเทศ โดยก่อนหน้านั้นผู้กำกับคนดังได้ทุนจากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินและร็อตเตอดัม เมื่อปีที่แล้ว

รูปแบบการนำเสนอของภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือว่ายังคงเป็นสไตล์เดิมของ อภิชาติพงศ์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองส่วน และเนื้อหาในเรื่องนี้ เป็นการผสานระหว่าง “สัตว์ประหลาด” และ “แสงศตวรรษ” เข้าด้วยกัน ซึ่งเนื้อหาในเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาตินี้ ได้บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำ และมนต์ขลังของป่า

โดย เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” พำนักอาศัยอยู่ที่ จ.เลย เขาทำสวนมะขามซึ่งรายล้อมด้วยภูเขา แต่แล้วลุงบุญมีก็ล้มป่วยเป็นโรคไตวาย แต่เนื่องจากแกฝึกวิชาโยคะจึงทำให้ตระหนักถึงสภาพความเป็นไปในร่างกายของตน เอง และเขาจึงรู้จักร่างกายของตัวเองว่าเขากำลังจะตายเป็นอย่างดี ลุงบุญมีรู้ว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 48 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน ลุงก็รู้สึกว่าความป่วยที่ตนเผชิญอยู่มีความเกี่ยวพันกับบาปกรรมในอดีต ที่แกเคยฆ่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ตายหลายราย ลุงบุญมีตัดสินใจให้ญาติห่าง ๆ ที่ชื่อว่า “เจนจิรา” มารับและพาออกจากโรงพยาบาล เพื่อหวังจะไปเสียชีวิตที่บ้านซึ่งเป็นสวนลำไย ที่นั่น เจนจิรามาจากกรุงเทพฯ พร้อมกับ “ศักดิ์ดา” ซึ่งเป็นเพื่อนที่เธอแสดงภาพยนตร์มาด้วยกัน ที่นั่นพวกเขาได้ถูกหลอกหลอนโดยผีเมียลุงบุญมี ที่เสียชีวิตไปนานแล้วมาปรากฏกายเพื่อคอยรักษาพยาบาลลุง ยิ่งไปกว่านั้นลูกชายของลุงบุญมีซึ่งหายสาบสูญไปก็กลับมาจากป่าพร้อมด้วย ลักษณะบุคลิกแบบ “ลิง” และลูกชายของแกมีคู่รักเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ลิงผี” และเขาก็อยู่กินกับเธอบนต้นไม้ในป่ามาเป็นเวลา 15 ปี

ค่ำคืน แรก ลุงบุญมีพูดถึงชีวิตในอดีตชาติที่แกระลึกได้ ในค่ำคืนต่อมา ขณะที่ผีเมียช่วยฟอกไตให้แก อยู่ดี ๆ ลุงก็อยากเดินทางไปยังสถานที่ที่ผีเมียกล่าวอ้างถึง ทั้งหมดจึงเดินทางเข้าป่าในยามดึก ที่นั่นเต็ม ไปด้วยสิงสาราสัตว์และวิญญาณ สุดท้ายพวกเขาก็เดินไปถึงถ้ำบนยอดเขา ลุงบุญมีระลึกได้ว่าถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ตนถือกำเนิดในอดีตชาติแรกที่แก ย้อนรำลึกได้แล้วลุงบุญมีก็เสียชีวิตไปพร้อม ๆ กับการสนทนาถึงเรื่องราวของชีวิตแกที่กินเวลายาวนานหลายร้อยปี เจนจิราและศักดิ์ดานำศพลุงบุญมีมาทำพิธีในเมือง เรื่องราวของเขาได้ปิดฉากลงพร้อมความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดแก่ชายหญิงสองวัย ผู้ซึ่งกำลังจะมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ

ความสำเร็จของ เจ้ย ยังไม่ได้จบเพียง แค่นี้ เพราะ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ยังเตรียมส่งเข้าประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์ที่ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 3-14 มิ.ย. นี้ด้วย

นอกเหนือจากผลงานที่ไม่ธรรมดาของ ผู้กำกับคนไทยแล้ว ภาพยนตร์หลาก หลายเรื่องก็ได้รับความสนใจจากต่างชาติด้วยเช่นกัน ทุ่มทุนซื้อไปฉายในประเทศต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “องค์บาก 3” และ “คนไททิ้งแผ่นดิน” ที่แม้จะลาโรงไปอย่าง  เงียบ ๆ แต่กลับได้รับความสนใจท่วมท้นในเทศกาลหนังเมืองคานส์  สร้างรายได้เข้าประเทศปีนี้มหาศาลเลยทีเดียว

แม้บรรยากาศในเมืองไทย ยังไม่สงบ ยังแอบแฝงไปด้วยความรุนแรงที่พร้อมจะก่อตัวขึ้นได้ทุกเมื่อก็ตาม แต่ยังมีสิ่งดี ๆ มาให้ชื่นใจกันได้บ้าง.

Leave a comment

Filed under ข่าว สาระรอบตัว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s