เดือนที่สองของปีเสือมีอะไรบ้าง

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเดือน กุมภาพันธ์ 2553 ปีเสือดุ

ทุกเดือนผมก็สรุปว่า เหตุกาณ์ในความรับรู้ของผมมีอะไรบ้าง ที่โดนใจ หรือความเคลือนใหวดีๆมาเสนอประจำทุกวันสิ้นเดือน

เริ่มที่เมืองสยามก่อน

วันนี้ผมทำงานวันสุดท้าย ขอคาถา ผู้สอบ (เจ้านาย)ก่อนจากได้สองคำ ว่า จะทำอะไรให้ ตั้งใจ

ก่อนจากไปแวะดู The Star ปี6 เซ็ง น้องนะฮะของผมไม่ผ่านรอบคัดเลือก น้องเด็กใต้เสียงดีก็ไม่ผ่าน เพราะว่า หน้าตาปั้นยากเกิน ขอบอกว่า อาชีพ นักร้อง นั้น หน้าตาต้องพอดันได้ครับ หล่อ สวย คือจุดขาย เป็นองค์ประกอบสำคัญรองจากเสียงร้อง แต่ถ้าเสียงไม่ดี หน้าตาต้องดีครับ เผื่อไปเป็นนางแบบ ดารา เอาง่ายๆ ออย ธนา เป็นต้น

อาชีพรูปเป็นทรัพย์เนียะ หน้าตาอันดับ 1 เพราะสังเกตุ คนเข้ารอบ 8 คน ชาย 6 หญิง 2 (สวยคน ธรรมดาคน) ผลการคัดแสดงถึงว่า เวทีนี้ ดันเพื่อธุรกิจเต็มตัว ไม่ผิด แต่ว่าหญิงเข้าน้อยเกินไป และ max หน้าตาเด็กชายที่เข้ารอบ ค่าเฉลี่ยปีนี้สูงที่สุด หล่อทุกคน ต่างแค่ว่าตลาดจะชอบแนวใหน เหตุที่เด็กชาย ได้เยอะ เพราะว่า สาวๆในประเทศนี้คือกำลังซื้อหลักตัวจริงครับ (ผู้ชายน้อยครับสมัยนี้) เสียงฝึกได้ แต่หน้าตาต้องเกิดใหม่

ถ้าส่องกระจกหน้าตาไม่เรียกเงิน แสดงว่า มี ปัญญาเป็นทรัพย์ หากินไปเถอะครับ พวกนี้เป็น นักการเมือง นักธุรกิจ ครู พ่อค้า ข้าราชการ

ถ้ารวยมาแล้วจากชาติก่อน เรียกว่ามีทุนทรัพย์ พวกนี้ สบาย ไม่ต้องทำงานก็มีกินไปตลอด เหมือน เกิดมาบนสวรรค์ ถ้ารูปหล่อ สวย ก็ยิ่งสวรรค์ชั้น 7 ถ้าหน้าตาพอทน แต่รวยมาก ก็หาคนจริงใจยาก สำคัญต้องใช้เงินเป็นครับคนกลุ่มนี้ ไม่งั้นหมดตัวไปเป็นขอทานได้ง่ายๆ

ชีวิตผม เข้ามากรุงเทพฯปี 2548 6 ปีพอดี จะค้นฟ้าคว้าดาว เป็นผู้สอบ หรือไม่เด๋วรู้กัน

ต่อด้วยคืนวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมามี รายการ My idol น่าสนเลยหามาให้ดูกัน

หนูดี วนิษา เรซ ใน ดิไอดอล The Idol (14-02-10)ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่


ของคุณคนที่ใช้ชื่อในโลกไซเบอร์ว่า แก้วน้ำใบเล็ก ประสบการณ์ ถูกปล้นอีเมล์ และสู้จนอีเมล์ได้คืน เป็นประโยชน์สำหรับคนประเทศนี้มาก เพราะไม่รู้ว่าเราจะโดนบ้างวันใหน นี้เป็นกรณีศึกษาครับ ถ้าคุณมีอีเมล์ คุณมีสิทธ์เหมือนผู้หญิงคนนี้

http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F8884837/F8884837.html

หมดแล้วมั้ง ที่ไทย เดือนนี้ไม่มีไรมาก อากาศก็เริ่มร้อน สังคมโลกมันส์กว่าอีกไปดูกันเถอะ

เริ่มด้วย GT200 หญ้่าแพรกตายไปเป็นเบืือ ต้องให้อาจารย์จุฬาออกมากระทุ้ง

http://hilight.kapook.com/view/46413

วีธีเล่น FB ให้แจ่มยิ่งขึ้น

http://www.pantip.com/tech/internet/topic/IU2884512

ต้นเดือนมีของเล่นใหม่สำหรับ social network Google Buzz

http://board.thaifollow.com/topicboard.php?tid=107

/IU2884512.html

Nokia Maps เป็นโปรแกรมที่จะช่วยทำให้มือถือโนเกียของท่านเป็น GPS นำทางเหมือนมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ใส่ GPS มาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งโปรแรกมนี้จะอาสัยเทคโนโลยี GPRS หรือการเชื่อมต่อผ่านเน็ตแล้วดึง MAP จากที่ต่างๆ มาแสดงเพื่อคอยนำทางท่านไปสู่จุดหมายต่างๆ ครับ ซึ่งแผนที่ที่มีให้นั้นมีมากกว่า 200 จุดทั่วโลกเลยทีเดียว

http://www.smart-mobile.com/forum/viewtopic.php?f=85&t=183954&start=0

บริษัทโนเกียรายงานว่าซอฟต์แวร์ฟรีนาวิเกชั่นมีคนดาวน์โหลดไปใช้งานกว่า 1ล้านคน เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ภายหลังการเปิดตัว

หลังจากเปิดตัวเมื่อ วันที่ 21 ม.ค. ปีนี้ Ovi Maps มีคนดาวน์โหลดไปใช้งานถึง 1.4 ล้านครั้ง และมันเป็นที่นิยมมากใน สาธารณรัฐประชาชนจีน, อิตาลี, สหราชอาณาจักร, เยอรมนีและสเปน โดยบริการนี้สามารถบอกทิศทางได้ถึง 74 ประเทศ และมีภาษาให้เลือก 46 ภาษา

อานซ์ซี วานโยกี รองประธานบริหารของโนเกียบอกว่า  ฉลี่ยแล้วมีคนดาวน์โหลด Ovi Maps ทุกวินาที ตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งเผยว่าความต้องการโปรแกรมบอกสถานที่นี้มีมากกว่าที่ทางบริษัทเคย คาดไว้เสียอีก (ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 52)

เรือ่งเด่นเดือนนี้ แต่ตกค้างจากปลายปีก่อนว่าจะลงนานแระ  ตุลาคมปีก่อนเรื่องจริง ที่มอสโค

ภาพ เหตุการณ์ 911 ที่สมัยผมเีรียน เกือบ 10 ปี เพิ่งเอาออกมาโชว์  8 ภาพ มุมบนฟ้า

http://www.time.com/time/photogallery/0,29307,1963688_2063218,00.html

หาบทความในคู่สร้างคู่สม ไม่เจอเอาอันนี้แก้ขัดก่อน

Stanford Report, June 14, 2005 เป็นการปาฐกถา พิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน ผมไปอ่านพบบทความนี้ในนิตยสาร Fortune ฉบับ September 5, 2005 ฟอร์จูนได้เขียนในข้อความโปรย ก่อนบทความว่า ปกติการปาฐกถาพิเศษในวันรับ ปริญญามักจะเป็นอะไรที่ฟังสบาย ๆ แล้วก็ผ่านไป แต่ปาฐกถาพิเศษของ Jobs ที่ Stanford ครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะ หลังจากวันนั้นก็คนพูดถึงอย่าง มากมาย ไม่เฉพาะใน หมู่บัณฑิต ของสแตนด์ฟอร์ดเท่านั้น แต่มีการโพสต์เข้า ไปในเวบไซด์ต่างๆ ส่งอีเมล์ให้คนรู้จักอ่าน ถกเถียงในเวบล็อก คนที่ไม่ได้อ่านก็ถามหากันมาก จนฟอร์จูนต้องเอามาตีพิมพ์แม้ จะผ่านมาแล้วถึง 4 เดือนก็ตาม โดย : สตีฟ จ็อบส. (CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio) ถอดความโดย : กิตติ สิงหาปัด

” ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาร่วมในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลกกับพวกท่านในวันนี้ ความจริงที่ คนรู้กันทั่วไปก็คือ ผมไม่จบปริญญาครับ จะว่าไปแล้วการมาที่นี่ในวันนี้ ถือว่าทําให้ผมได้อยู่ใกล้กับคําว่าได้ปริญญามากที่สุด วันนี้ผมอยากจะบอกเล่าเรื่องราว ในชีวิตผมให้ฟัง สามเรื่อง เป็นแค่เรื่องของชีวิตผมเองเท่า นั้นจริง ๆ นะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

เรื่องแรก... เป็นเรื่องของการมองเส้นทางเดินของชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นคล้าย ๆ การต่อเชื่อมจุดให้เป็น รูปร่าง ผมดรอปจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 6 เดือน แต่ก็ยัง เตร็ดเตร่อยู่ในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกมาจริง ๆ ถามว่าทําไมผมถึงดรอป บางทีเรื่องนี้อาจจะเริ่มมา ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป แม่ของผม เป็นสาวรุ่นที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและไม่ได้แต่งงาน เธอตั้งใจว่าจะยกผมให้คนที่ต้อง การเด็กรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เธอมีเงื่อนไขในใจที่ค่อนข้างแรงกล้าว่า จะยกผมให้กับคู่สามีภรรยาที่ ต้องจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตอนแรกผู้ที่จะรับผมไปอุปการะ นั้นเป็นคูของทนายความกับภรรยา แต่ปรากฏว่าตอนผมคลอดนั้น ทั้งสองก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันว่าอยากได้เด็กผู้หญิง ผมก็เลยมาเป็นลูกของพ่อแม่ผมใน ขณะนี้ ตอน นั้นท่านทั้งสองอยู่ในรายชื่อ ถัดไปที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยง พอคู่ของทนายปฏิเสธ ก็เลยมาถึงคิวของท่าน แต่ปัญหาก็คือ..พ่อแม่ผมไม่ ได้จบมหาวิทยาลัย ในหนแรก แม่ผมจึงไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะพ่อแม่ผม ให้สัญญาว่าจะส่งผมเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อผมโตขึ้นอย่างแน่นอน 17 ปีต่อมาผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริง ๆ แต่ผมดันไปเลือกมหาวิทยาลัยที่ ค่าเทอมแพงพอ ๆ กับ ที่นี่ ด้วยเงินเก็บของพ่อแม่ผมซึ่ง ท่านก็เป็นคนระดับทํางานธรรมดา หมดไปกับค่าเทอมของผม หกเดือนในมหาวิทยาลัยผมมองไม่เห็นว่า มันจะคุ้มกับค่าเล่าเรียนยังไง ผมไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิต ดี และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ ทางออกกับผม ผมใช้เงินที่พ่อแม่สะสมมาทั้ง ชีวิตหมดไปในหกเดือนที่ Reed ในที่สุดผมตัดสินใจดรอปโดยมั่น ใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้น จริง ๆ ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างกลัว แต่เมื่อมองกลับไป การตัดสินใจดรอปเป็นการตัดสินใจ ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต การดรอปทําให้ผมไม่ต้องเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่ชอบ แต่ในขณะเดียวกันกลับทําให้ผม ได้เข้าเรียนวิชาที่ผมสนใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมดนะ ครับ ผมไม่มีหอพัก ต้องสิงในห้องของเพื่อน ผมต้องเก็บกระป๋องโค้กไปคืนที่ ร้านเพื่อเอาเงินมัดจํากระป๋องละ 5 เซ็นต์ ไปซื้อข้าวประทังชีวิต และทุก ๆ วันอาทิตย์ผมต้องเดินข้ามเมือง ถึง 7 ไมล์ เพื่อที่จะไดกินอาหารดี ๆ ซักมื้อที่โบสถ์พราหมณ์ และมีหลายอย่างที่ผมอาจจะก้าว พลาดไปโดยบังเอิญเพราะความอยากรู้อยากเห็น หรือโดยสัญชาตญาณ ได้ให้บทเรียนที่มิอาจประเมิน ค่าได้กับผม ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังซัก เรื่อง มหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นอาจจะเรียกได้ว่ามีคอร์สสอนการออกแบบตัวอักษร (calligraphy) ที่ดีที่สุดในอเมริกาก็ว่าได้ ป้ายหรือโปสเตอร์ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยจะถูกออกแบบอย่าง สวยงาม ผมตัดสินใจเข้าเรียนวิชานี้ เนื่องจากไม่ต้องลงเรียนวิชา ปกติ หลังจากดรอปไว้ผมได้เรียนรู้ตัว อักษร serif และsans serif ได้รู้เรื่องการจัดวางช่องไฟ การผสมผสานตัวอักษรขนาดต่าง ๆ กัน ให้งานออกมาดูดีที่สุด มันเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงความสวย งาม มีที่มาที่ไป และมีศิลปะแบบที่วิทยาศาสตร์ก็ สอนเราไม่ได้ มันสุดยอดจริง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในชีวิตผมเลย จนกระทั่งสิบปีต่อมาเมื่อเราออก แบบคอมพิวเตอร์ แมคอินทอ ชเครื่องแรก นั่นแหละวิชาที่เรียนตอนดรอปถึง ช่วยได้จริง ๆ ทุ กท่านคงเห็นเครื่องแมคฯ ที่มีตัวฟอนท์ที่สวยงาม นี่ถ้าผมไม่ได้ลงเรียนวิชาการ ออกแบบตัวอักษร (Calligraphy) ในตอนนั้นแล้ว เราก็คงไม่ มีเครื่องแมคอย่างที่เราเห็นในวันนี้ และความจริงก็คือถ้าวินโดส์ไม่ลอกเราในวันนั้น พีซีในยุคปัจจุบันก็จะไม่มีตัว ฟอนท์อย่างนี้ก็ได้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะผมลงเรียนวิชาคัดลายมือครั้งนั้น ทีเดียวจริง ๆ แน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถต่อ เชื่อมจุดเป็นรูปร่างได้เมื่อผมอยู่ที่ Reed แต่เมื่อตอนสิบปีผ่านไปทุกอย่างก็เห็นได้ชัด ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า

เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้โดยการมองไป ข้างหน้า

เราจะทําได้ก็ต่อเมื่อ เรามองย้อนหลังไป (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงเวลาเรา เชื่อมจุดเป็นรูปต่าง ๆ ถ้าเราเอากระดาษปิดจุดที่เราต่อ มาแล้วเราจะต่อไปข้างหน้าไม่ถูก)

ฉะนั้นขอให้เชื่อว่าจุดต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นส่วน หนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่างไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจ ชะตาชีวิตหรือกรรม อะไรก็ได้ วิธีคิดแบบนี้ไม่ทําให้ผมผิด หวังท้อแท้แต่กลับสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย

เรื่องที่สอง... ที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความรักและการสูญเสียครับ ผมโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรัก ที่จะทําตั้งแต่วัยหนุ่ม วอซ (Stephen Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) กับผมเริ่มทําคอมพิวเตอร์แอ ปเปิลกันที่โรงรถของพ่อแม่ผมตอนผมอายุ 20 เราทํางาน กันอย่างหนัก ภายในระยะเวลา 10 ปี แอปเปิลที่ เริ่มจากเราสองคนในโรงรถเติบโตขึ้น มีสินทรัพย์ถึง 2,000 ล้านเหรียญ มีพนักงานกว่า 4,000 คน เราเพิ่ง สร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือ แมคอินทอช ตอนผมเพิ่ง ย่างสามสิบ แต่ผมกลับถูกไล่ออก หลายคนอาจสงสัยว่าผมถูกไล่ออก จากบริษัทที่ตัวเอง ก่อตั้งมา ได้ยังไง คือเมื่อแอปเปิลเริ่มเข้าที่และ เติบโต เราก็หาคนที่เราคิดว่าเก่งมา ร่วมบริหาร แรกก็ไปได้ดี แต่พอซักพัก วิสัยทัศน์เราก็เริ่มไม่ตรงกัน หนักเข้าก็กลายเป็นความขัดแย้ง และในที่สุดคณะกรรมการบริหารก็เลือกข้างเขา และผมก็เป็นฝ่ายต้องออกมา เป็นการออกที่คนรู้กันทั่วไป ใหญ่โต สิ่งที่เป็นหัวใจในชีวิตของผม มลายหายไป ชีวิตผมเหมือนไม่เหลืออะไรเลย ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าจะทําอะไรอยู่หลายเดือน ผมรู้สึกว่าผมได้ปล่อยให้ความ เป็นเจ้าของกิจการหลุดลอยไป ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส ช่วงหลังผมได้พบกับDavid Packard (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง HP) และ Bob Noyce (หนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้ง Intel) เพื่อขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น คนทั่วไปมองวาานี่เป็นความล้ม เหลวของผม จนผมคิดจะออกจากธุรกิจไอทีนี่ แล้ว แต่แล้วผมก็รู้สึกว่าเริ่มคิด อะไรบางอย่างได้ ผมยังรักใน สิ่งที่ผมทํา สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิลไม่ ได้ทําให้ความรักของผมกับคอมพิวเตอร์ลดลงแม้แต่น้อย ถึงผมจะถูกปฏิเสธ แต่ผมก็ยังรักมัน ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นอีกครั้ง หนึ่ง ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามามอง ตอนนี้ การออกจากแอปเปิลกลับ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผมความรู้สึกหนักอึ้งที่แบกรับไว้ ว่าเป็นคนที่ประสบความสําเร็จ กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ไม่มีอะไรต้องเสียจากการที่เป็นผู้ที่ เริ่มต้นใหม่ ผมกลายเป็นคนที่จะไมมั่นใจกับ อะไรมากจนเกินไป และที่ สําคัญ มันเป็นการปลดปล่อยตัวเองให้ เข้าสู่ช่วงที่ถือว่ามีพลังสร้างสรรค์มากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตในช่วง 5 ปีหลังจากนั้นผมเริ่มทําบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และอีกบริษัทหนึ่งคือ Pixar และพบรักกับหญิงสาวคนที่เป็นภรรยาผมตอนนี้ Pixar ได้ผลิตหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นด้วยคอมพิวเตอร์เรื่องแรก ของโลก คือ Toy Story และปัจจุบันนี้ Pixar ก็เป็นส***ิโอที่ประ สบความสําเร็จมากที่สุดในโลก และ เหตุการณ์ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญอีกจุดหนึ่งก็มาถึง แอปเปิลซื้อกิจการ NeXT และผมก็กลับแอปเปิล และสิ่งที่ผมสร้างไว้ที่NeXT ก็กลายมา เป็นหัวใจของแอปเปิลในยุคฟื้นฟู และผมก็ได้แต่งงานกับ Laurene “ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าผมไม่ถูก ไล่ออกจากแอปเปิล ถือว่าเป็น การให้ยาที่แรงสุด ๆ แต่ก็ถือว่าถูกกับคนไข้ บางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขออย่าเสียความเชื่อมั่น ศรัทธา ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทําให้ผมก้าว หน้ามาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะผม รักในสิ่งที่ ผมทํา พวกคุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร ความจริงมันก็คล้าย ๆ กับการหาแฟนซักคนนั่นแหละ จะว่าไปแล้วการทํางานนี่ถือเป็น ครึ่งหนึ่งของชีวิตของเรา ทางเดียวที่ จะทําให้เรามีความพึงพอใจสูงสุดก็คือ การได้ทําในสิ่งที่เราเชื่อว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีความหมาย และการที่จะทําให้การทํางานที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสําเร็จก็คือ

การรักในสิ่งที่ทํา …ถ้าตอนนี้ยังไม่รู่ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด คุณจะรู้ได้ด้วยใจคุณเองเมื่อ คุณค้นพบมัน และมันจะทําให้เราดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจงค้นหา ต่อไป”

เรื่องที่สาม... ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย เมื่อตอนอายุ 17 ผมอ่านเจอคําพูดของคน ๆหนึ่งพูดไว้ว่า “ ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือน กับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน” ผมประทับใจ มาก และตลอด 30 ปีตั้งแต่นั้นมา ผมจะมองกระจกและถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมอยากทําอะไร และวันนี้จะทําอะไรบ้าง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คําตอบออก มาว่า ไม่รู้จะทําอะไรติดต่อกันหลายๆ วัน ผมรู้ว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไร บางอย่างแล้วการระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องตายเร็ว นี้เป็นอาวุธที่สําคัญที่สุด ที่ผมใช้ในยามต้องตัดสินใจ เรื่องสําคัญ ในชีวิต เพราะเกือบจะทุกอย่างไม่ว่าจะ เป็นความคาดหวังต่าง ๆ จากคนภายนอก ความภาคภูมิใจ การกลัว การเสียหน้า หรือ ล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้น เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย มันทําให้เรานึกถึงแต่สิ่งที่ เป็นแก่น เป็นความสําคัญที่สุดเท่านั้น การระลึกว่า คุณกําลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่ สุด ที่จะหลุดพ้นจากความคิดที่กลัว การสูญเสียอะไรบางอย่าง ชีวิตคุณมี แต่ตัวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรที่ ไม่เดินตามความฝันของตัวเอง เมื่อปีที่ แล้วผมไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง หมอทําสแกน ผมราว เจ็ดโมงครึ่ง และเห็นชัดว่ามีก้อนเนื้อที่ ตับอ่อน ผมเองไม่รู้แม้กระทั่งว่าตับ อ่อน คืออะไร หมอบอกว่าเท่าที่ดูแล้วค่อนข้าง ชัดเจนว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่มีทางรักษา และบอกว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3-6 เดือน หมอแนะนํา ว่าให้กลับบ้านและจัดการอะไรต่าง ๆ ให้เรียบร้อย พูดแบบชาวบ้านคือ หมอบอกให้ไปเตรียมตัวตายนั่นเอง มันหมายความว่าคุณต้องรีบคุยกับ ลูกในสิ่งที่คุณคิดว่าจะคุยในอีกสิบปีข้างหน้า หมายความว่าต้องเตรียมสิ่งต่าง ๆ ไว้ให้ครอบครัวเมื่อคุณต้องจาก ไป และ หมายความความว่าคุณต้องลาโลกนี้ ไปแล้ว ผมอยู่กับความรู้สึกว่าเป็น มะเร็งและต้องตายเร็ว ๆ นี้ทั้งวัน จนกระทั่งตอนเย็นหมอต้องตัดเอา เนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง หมอใช้กล้องส่อง ภายในสอด ผ่านลําคอ ผ่านกระเพาะ ลงลําไส้เล็ก และใช้เข็มเล็ก ๆ เจาะก้อนเนื้อเล็ก ๆ ในตับอ่อนออกมาตรวจ ตอนนั้นผมถูกวางยางสลบอยู่ แต่ภรรยาผมบอกภายหลังว่า เมื่อหมอตรวจเนื้อเยื่อ ผ่านกล้องจุลทรรศน์อีกครั้งหนึ่งก็พบว่า ผมเป็นมะเร็งแบบที่พบได้น้อยมากคือ เป็นชนิดที่ รักษาได้ด้วยการผ่าตัด และผมก็เข้ารับการผ่าตัดรักษาจน หายดีแล้วในตอนนี้ นี่ถือว่า เป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดของผม และผมก็หวังว่ามันจะรักษาสถิติที่ใกล้ที่สุดไปอีกหลายสิบปีข้าง หน้าดวย การที่ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ก็ทําให้ผมเล่าให่พวกคุณฟังได้อย่างเต็มที่ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดเชิงหลัก การอย่างเดียว ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ แม้แต่คนที่อยากไปสวรรค์ก็ไม่ ต้องการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น แต่ทุกคนต้องตายครับ ไม่มีใครหลีกพ้นความตายได้ และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะผมถือว่า ความตายน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ ที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายทํา ให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง มันเป็น การกําจัดคนเก่าเพื่อเปิดทางให้คนใหม่ ตอนนี้คนใหม่คือพวกคุณทั้งหลาย และจะค่อย ๆ แก่ไปในที่สุดและจะถูกกําจัดไป ขอโทษที่ผมอาจจะพูดอะไรที่เป็น นิยายไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงนะครับ ชีวิตของพวกคุณมีจํากัด ครับ จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิต อยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าตกอยู่ในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอย่าง ซึ่งทําให้เราดํารงชีวิต อยู่บนความคิดของคนอื่น อย่าให้ความ คิดของคนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจของเรา สิ่ งที่สําคัญนะครับ จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดิน ตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง ซึ่งตอนนี้ อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้นตอนผมหนุ่ม ๆ มีสิ่งพิมพ์ที่เรียกว่า The Whole Earth Catalogซึ่งได้รับความนิยมมากในยุคนั้น คนที่ทํามันขึ้นมาชื่อ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร่ คือที่ Menlo Park ใน Whole Earth Catalog มีบทกวี ดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดําเนิน ชีวิตเยอะ ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนที่จะมีพีซี เพราะฉะนั้นนิตยสารนี้จึงทําขึ้นด้วยพิมพ์ดีดมือ กรรไกร และกล้องโพลารอยด์ มันก็คล้าย ๆ กับ Google ฉบับหนังสือนั่นแหละ คือเกิดก่อน Google 35 ปี มันเป็นอะไรที่อุดมคติ มีคําสอน ข้อคิดเตือนใจดี ๆ มากมาย Stewart ออก Catalog หลายฉบับแต่ทุกอย่างก็ย่อมมีจุด สิ้นสุด มาถึงฉบับสุดท้ายเมื่อราวกลาง ทศวรรษ 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่า ๆ กับพวกคุณนี่แหละ ในปกหลังของฉบับสุดท้ายนี่เป็น รูปถ่ายถนน ในชนบทยามเช้า เป็นภาพที่หลายคนคงเคยสัมผัส ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบเดินทาง ท่องเที่ยว ด้านล่างของภาพเขียนว่า “Stay Hungry. Stay Foolish”มันเป็นเหมือนการกล่าวอําลาของ พวกเขาด้วย จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอ จงเป็นคนที่โง่อยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองตลอดเวลา และในโอกาสที่พวกคุณจะจบการ ศึกษาออกไปเผชิญโลกกว้าง ผมขอให้พวก คุณจงเป็นคนที่

Stay Hungry และ Stay Foolish ..” ขอบคุณครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Steve_Jobs

Leave a comment

Filed under ข่าว สาระรอบตัว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s