ยานบิน

ยานบิน1

 

เรื่องราวลึกลับนี้เริ่มขึ้น เมื่อจิตรกรรมและประติมากรรมในโบราณสถานหลายแห่งที่เป็นรูปแสดงถึงวัตถุประหลาดซึ่งมีลักษณะคล้ายยานบินหรือแม้กระทั่งยานอวกาศ

เป็นไปได้ไหมว่า ในอดีตนั้นเราเคยมียานที่บินได้ โดยมนุษย์จากนอกโลกเป็นผู้นำมา และเป็นที่กำเนิดยาน UFO??

หลักฐานชิ้นแรกในประวัติศาสตร์คือในสมัยพระเจ้า อโศกมหาราช (Ashoka) พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียมีคำร่ำลือว่าพระองค์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งแหล่งวิทยาการ “สมาคมลับของบุรุษนิรนามทั้งเก้า” (Secret Society of the Nine Unknown Men) ซึ่งปราชญ์อินเดียในสมัยนั้นต่างกระหายที่จะเรียนรู้วิทยาการเหล่านี้ แต่พระเจ้าอโศกกลับงานวิทยาการต่างๆ ของพวกเขาเป็นความลับ เพราะกลัวว่าวิทยาการเหล่านั้นถ้าเผยแพร่ไปอาจเกิดเหตุนองเลือดขึ้นได้ เพราะพระองค์เองเคยใช้วิทยาการเหล่านั้นทำสงครามมาแล้ว พระองค์จึงเน้นทำนุบำรุงศาสนาพุทธแทน

“บุรุษนิรนามทั้งเก้า (The Nine Unknown Men) หมายถึงหนังสือเก้าเล่มที่พระเจ้าอโศกทรงนิพนธ์ขึ้นมา เล่มหนึ่งมีชื่อว่า “ความลับของแรงโน้มถ่วง(The Secrets of Gravitation) เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณ เนื้อหาในหนังสือเป็นคนละแบบกับ “กฎของแรงโน้นถ่วงของนิวตัน” และหนังสือเก้าเล่มนี้อาจเก็บอยู่ในห้องสมุดที่ไหนสักแห่งในอินเดียหรือ ทิเบต (หรือแม้แต่ในอเมริกา)

เมื่อไม่นานมาแล้ว ชาวจีนได้ค้นพบแท่งหินอักขระจารึกเป้นภาษาสันสกฤตในเมืองลาศา (Lhasa) ในทิเบต และส่งแท่นหินเหล่านี้ไปศึกษาค้นคว้าที่มหาลับชานดริการ์ ดร.รูท เรย์นา อาจารย์ประจำมหาลัยกล่าวว่า แท่งหินอักขระพวกนี้บ่งบอกถึงวิธีการสร้างยานอวกาศที่สามารถเดินทางไป มาระหว่างดวงดาวได้!!

ส่วนวิธีการขับเคลื่อนนั้น ด็อกเตอร์เรย์นาอธิบายว่าจากอักขระว่า เป็นแรงต่อต้านโน้นถ่วง ในชื่อที่พวกเขาเรียกว่า ลากิมะ (Laghima) ซึ่งเป็นแรงที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เกิดมาจากพลังจิตของมนุษย์ โดยมีหลักการว่า แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugak Force) จะมีกำลังมากพอที่สามารถต่อต้านแรงดึงดูดของโลกได้ และจากความรู้ทางฮินดูโบราณ (Hindu Yogis)แรงหรือ พลัง ลากิมะนี้สามารถยกมนุษย์ให้ลอยขึ้นฟ้าได้

ดร.เรย์ยังอธิบายอีกว่าสำหรับตัวเครื่องจักรหรือยานพาหนะนี้พวกเขา เรียกว่า “แอสทรา (Astras)” ซึ่งเป็นยานที่สามารถต่อต้านแรงดึงดูดของโลกและมีหลักฐานที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีชนิดนี้ว่ามีใช้กันในอินเดียสมัยโบราณหรือในสมัยที่ยังมีอาณาจักร ของพระรามอยู่ อาณาจักรของพระรามอยู่ อาณาจักรนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียและปากีสถาน ได้ก่อตั้งมานาน 15,000 ปีแล้วในทวีปอินเดียซึ่งตอนนั้นยังแยกออกมาจากทวีปเอเซียอยู่และดำรงมาควบ คู่กับอาณาจักรแอตแลนติสที่อยู่กลางมหาสมุทรแอนแลนติกมาก่อน

อาณาจักรพระรามปกครองโดย “สังฆราชาผู้สำเร็จ”(Enlightened Priest-Kings) เรียกชื่อเมืองหลวงทั้งเจ็ดเมืองว่า เมืองฤษีทั้งเจ็ด (The Seven Risni Cities) ตามหลักฐานของชาวอินเดียโบราณ ผู้คนในสมัยนั้นใช้ยวดยานพาหนะที่สามารถบินได้ชื่อ วิมาน (Vimanas)

ยานบิน2

แท่งอักขระ ได้บรรยายรูปร่างลักษณะของยานวิมานว่า “มันเป็นยานที่มีสองชั้น รูปร่างค่อนข้างกลม มีท่อไอเสียอยู่ด้านล่าง และในห้องผู้โดยสารด้านบนมีรูปร่างคล้ายโดม” จากข้อความดังกล่าว ทำให้เราจิตนาการว่ามันคือจากบินหรือเปล่านี่!!

ยานวิมานบินด้วย “ความเร็วที่ยิ่งกว่าสายลม (Speed of The Wind)และมีเสียงที่ดังมาก ยานนี้มีรูปร่างที่ต่างๆ กันถึงสี่แบบ มีรูปร่างคล้ายกับจานบินบ้าง หรือไม่ก็มีรูปร่างคล้ายกระบอกยาวๆ บ้าง (หรือมีรูปร่างคล้ายซิการ์ดังเช่น UFO)

ชาวอินเดียโบราณผลิตยานเหล่านี้ด้วยตัวพวกเขาเอง และพวกเขาได้เขียนวิธีควบคุมยานบินทั้งสี่แบบเหล่านี้ไว้ซะด้วย!!

ในปี ค.ศ.1875 มีการค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับยานชนิดนี้ในวัดแห่งหนึ่งในอินเดีย เป็นหลักฐานที่มีอายุออยู่ในช่วงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช ในหลักฐานนั้นบ่บอกถึงวิธีการควบคุมยานวิมาน รวมถึงการบังคับเลี้ยว การระมัดระวังในการเดินทาง การป้องกันยานจากพายุและสายฟ้า และยังบอกวิธีการขับเคลื่อนโดยการใช้แสงอาทิตย์ที่คล้ายๆ กับ “แรงต่อต้านแรงโน้นถ่วง”

นอกจากนี้ หลักฐานชิ้นนี้ยังบอกวิธีการสร้างยานวิมานอย่างละเอียดถึงชิ้นส่วนของยาน 31 ชิ้น และวัสดุที่ใช้สร้างอีก 16 อย่าง ซึ่งวัสดุพวกนี้มีคุณสมบัติที่ดูดซับแสงและความร้อนได้ และนี่คงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างยานที่สามารถขับเคลื่อนไปบนฟ้าได้

เป็นไปได้ว่ายานวิมานจะต้องใช้พลังบางอย่างที่สามารถต่อต้านแรงโน้มถ่วงได้อย่างแน่นอน มันออกตัวในแนวดิ่งจากพื้นดิน และยังสามารถลอยอยู่บนฟ้าได้ราวกับเฮลิคอปเตอร์หรือยานบินในสมัยนี้ซะอีก ในด้านพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนนั้นหลักฐานกล่าวไว้ว่า ยานวิมานใช้ของเหลวสีขาวอมเหลือง(Yellowish white liguid)เป็น สารประกอบที่คล้ายกัยปรอท ดูเหมือนว่าบางทีของเหลวสีขาวอมเหลืองนี้อาจเป็นสารที่คล้ายๆ กับน้ำมันเชื้อเพลิงและใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือเครื่องยนต์ไอพ่นก็ได้

นอกเหนือจากหลักฐานแท่งอักขระแล้ว ก็ยังมีเนื้อเรื่องบางส่วนในมหากาพย์มหาภารตะกับรามายณะที่บรรยายลักษณะของ ยานวิมานว่ามีรูปร่างเป็นทรงกลมและขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วยิ่งกว่าสายลม โดยใช้ปรอทเป็นตัวขับเคลื่อน การขับเคลื่อนคล้ายกับ UFO ไม่มีผิด เพราะสามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงในแนวดิ่ง ถอยหลังหรือเดินเท้าได้ตามที่นักบินต้องการ และระบุว่ายานวิมานเป็นเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็ก เชื่อมติดกันอย่างดีและเรียบร้อยสามารถขับเคลื่อนไปได้โดยใช้ปรอทพ่นออกมา จากข้างหลังของตัวยานในรูปแบบของเปลวไฟคำราม (Roaring Flame)

ยานบิน3

นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียตได้ค้นพบสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เครื่องมือในยุคโบราณที่ใช้ระบบนำร่องของยาน” ในถ้ำแห่งหนึ่งของประเทศตุรกีและในทะเลทรายโกบี มันเป็น “อุปกรร์” ที่เป้นรูปทรงครึ่งวงกลมที่ทำมาจากแก้วเหมือนถ้วบชาม โดยส่วนปลายสุดจะเรียวเล็กลงเป้นรูปกรวยและมีสารปรอทอยู่ภายในด้วย หลักฐานบ่ชี้ว่าชาวอินเดียในสมัยโบราณเคยใช้พาหนะนี้บินผ่านทั่วเอเชียมา แล้ว และอาจจะเคยบินผ่านทวีปแอตแลนตีสมาแล้วด้วย

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงรถศึกเพลิงกัลป์ (Fiery Charot)ไว้ ในมหากาพย์มหาภารตยุทธว่า “ภีมะขับรถของเขาบินสู่ฟากฟ้า ลุกสว่างราวกับแสงอาทิตย์ เสียงดังราวกับฟ้าผ่า ราชรถที่อยู่บนฟ้า ลุกสว่างราวกับเปลวเพลิงที่ส่องสว่างฟากฟ้ายาวค่ำคืนของฤดูร้อน มันบินโฉบไปราวกับผีพุ่งใต้ ราวกับมีพระอาทิตย์สองดวงกำลังส่องแสงอยู่กระนั้น และสวรรค์ทั่วทั้งชั้นฟ้าก็สว่างขึ้นบัดดล”

ยานบิน4

คัมภีร์พระเวท (Vedas) หลักฐานทางฮนดูโบราณที่เก่าแก่ที่สุดก็คือกล่าวถึงยานวิมานว่า “อนิโหตระวิมาน (Ahnihotra-Vinana) เป็นยานที่มีสองเครื่องยนต์, วิมานรูปช้าง (Elephant VimanaX,มีเครื่องยนต์มากกว่านั้น และระบุชื่อยานวิมานรูปแบบอื่นๆ ที่ตั้งชื่อเป็นสัตว์ต่างๆ

ชาวแอตแลนติสเคยใช้ยานบินที่เรียกว่า “ไวลิกซี(Vaillxl)” มีรูปร่างคล้ายกับเครื่องบินในสมัยนี้ หลักฐานของอินเดียว่าคนทวีปนี้ต้องการจะใช้ยานของเขาเพื่อครอบครองโลก

ยานของแอตแลนตีสเรียกว่า “อัศวิน (Asvins)” และยังบอกว่าชาวแอตแลนตีสมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าของอินเดียและยังเป็นที่ชื่นชอบการทำ สงครามด้วย แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกถึงยานบินวืมานก็ตาม แต่ก็มีข้อมูลบางอย่างอยู่บ้าง เช่นว่า รูปร่างคล้ายซิการ์และสามารถแทรกตัวลงใต้น้ำได้ดีพอๆ กับการบินผ่านชั้นบรรยากาศหรือนอกโลก

เอกลัล เกศนะ ผู้แต่งหนังสือชื่อ The Ultimate Frontier พิมพ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1966 กล่าวว่าวิมานสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ 20000ปีก่อน ในทวีปแอตแลนติส และส่วนใหญ่มีรูปร่างคล้ายๆ จานแบนๆ ภาคตัวยานตัดขวางรูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีเครื่องยนต์รูปครึ่งวงกลมสามตัวติดตั้งอยู่ส่วนล่างของยาน…พวกเขาใช้ อุปกรณ์ต่อต้านแรงโน้นถ่วงที่ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ที่มีกำลังประมาณ 30,000แรงม้า

บางตอนในมหากาพย์รามายณะกับมหาภารตะก็เคยกล่าวถึงสงครามมหาประลัยครั้งนั้นว่า “อาวุธที่เคลื่อนที่เป็นวิถีโค้งปลดปล่อยพลังของเอกภพมาอย่างมหาศาล เปลวเพลิงและควันที่ลุกโซติช่วงราวกับมีพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่นับพัน ดวง…พายุสายฟ้ากัมปนาท ผู้ส่งสารแห่งความตาย ที่นำมาซึ่งขี้เถ้า เผ่าพันธุ์ทั้งปวง……..ซากศพกลับถูกเผาไหม้ จนจำหน้าตาไม่ได้ ผมและเล็บก็หลุดร่วงออกมาเครื่องดินเผาต่างๆ กลับแจกหักโดยไม่รู้สาเหตุ และนกก็เปลี่ยนเป็นสีขาว………หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงอาหารทั้งหมดก็เป็นพิษ เพื่อที่จะหนีออกมาจากไฟบรรลัยกัลป์นี้ ชะล้างตัวพวกเขาและเครื่องไม้เครื่องมือของพวกเขาด้วย

นี่เขาบรรยายมหาภารตะหรือบรรยายเรื่องมหาสงครามนิวเคลียร์นี้!!

และดูเหมือนว่ามหากาพย์มหาภารตะจะเป็นเรื่องจริงซะ ด้วย เพราะว่ามีการค้นพบอุโมงค์ในซากโบราณสถานในเมืองโมเฮ็นโจดาโร เมื่อศตวรรษที่แล้ว พวกเขาพบโครงกระดูกหลายซาก บางโครงนอนกุมมืดอยู่บนหน้าอกด้วยความกลัว ราวกับมีหายนะครั้งใหญ่ นอกจากนี้เขายังพบสารกัมมันตรังรังสีค้างอยู่ในตัวด้วย

เมื่ออาณาจักรแอตแลนตีสกับรามาล่มสลายด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรืออะไรก็เถอะ โลกก็เริ่มเข้าสู่ยุคหิน และประวัติศาสตร์สมัยใหม่ก็ดำเนินต่อไปอีกนับพันปี แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของจานบินวิมานยุคโบราณจะไม่สูญหายไปไหน เพราะมันปรากฏอีกทีก็บันทึกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์บุกโจมตีอินเดียเมื่อสองพันปีก่อน มีบันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งกองทัพของพระองค์ถูกโจมตีโดยโล่บินได้ที่ทำให้รถศึกและกองทัพของพระองค์ต้องหวั่นเกรงไปตามกัน

ว่ากันว่าสมาคมลึกลับที่เรียกตัวเองว่า ภราดรภาพ (Brotherhoods) ได้เก็บยานวิมานกับยานไวลิกซี่ไว้ในถ้ำลึกลับที่ไหนสักแห่งในทิเบตหรือเจ กลางเอเซียรวมทั้งทะเลทรายลอปนอร์ (Lop Nor Desert) ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของจีน ที่มีคนกล่าวขวัญกันมากที่สุดว่าเป็นศูนย์กลางของลึกลับ UFO

ยานบิน5

ในช่วงปี ค.ศ.1930 พรรคนาซีของฮิตเลอร์เคยส่งนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีไปยังอินเดียเพื่อ เก็บเรื่องราวลึกลับและวิทยาการในสมัยโบราณที่พวกเขาเชื่อว่าเคยมีอยู่จริง พวกเขาเชื่อว่าอารยธรรมในอดีตนั้นมียานบินต่างๆ และรวมไปถึงอาวุธทำลายล้างที่พวกเขาเคยใช้ในอดีต

นักโบราณคดีเยอรมันได้ถอดความสันสกฤตโบราณและอักขระโบราณเหล่านี้ว่ามีการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่มียานบินผ่านอยู่บนฟ้า โดยมีผู้สังเกตการณ์อยู่ในทวีปอเมริกาใต้, อาฟริกา, แถบแปซิฟิก และอื่นๆ เกือบทั่วโลก และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังคงได้ศึกษาวิจัยต่อจากประเทศอเมริกาและโซเวียตให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ยังมีทีมงานของจีนก็เคยทำการสืบค้นอักขระภาษาสันสกฤตทั้งในทิเบตและ อินเดียเหมือนกัน และทางจีนเคยยืนยันแล้วว่าข้อมูลจากแหล่งโบราณเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้ในโครงการสำรวจอวกาศของพวกเขา

ทางด้านอเมริกาเองก็เคยทำการสืบสวนในเรื่องนี้เมื่อปี ค.ศ.1947 เหมือนกัน แต่น่าเสียหลักฐานต่างๆถูกทำลายจนหมดสิ้น เช่นห้องสมุดอเล็กซานเดรีย (The Great Lirary of Alexandria) ที่ถูกทำลายเพราะกองทัพโรมัน และทำให้หลักฐานต่างๆ ถูกเผาทำลายจนหมด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นกุญแจไขความลับเรื่องยานบินยุคโบราณให้เราทราบได้

ปิดท้ายด้วย OOPARTS ที่เกี่ยวข้องกับยานบินยุคโบราณ

ยานบิน6

คานติดเพดานอายุกว่า 3000 ปี ในวิหารอาบิดอส โบราณทางใต้ของไคโร ของอียิปต์ บริเวณที่ราบสูงกิซา มีภาพประติมากรรมยานลึกลับปรากฎอยู่

ยานบิน7และนี่ก็อีกตัวอย่างที่พบในเม็กซิโก

ยานบิน8

ภาพจากตำนานของชาวสุเมเรียน/บาบิโลเนียน เทพเจ้าพร้อมกับยานของพระองค์

ยานบิน9

อันนี้เป็นศิลปะเม็กซิกันโบราณ เป็นยานพาหนะของเทพเจ้า

ที่มา : webboard.sanook

Leave a comment

Filed under Uncategorized

WHO ?

หลวงปู่ขาวเล่าเรื่องช้างเผือกให้ฟัง

เมื่อเสร็จธุระจากกฐินวัดป่าหนองแซงแล้ว ก็ได้กลับไปวัดถ้ำกลองเพล ได้พูดคุยธรรมกับหลวงปู่ตามปกติในวันหนึ่งได้อยู่กับหลวงปู่สององค์ หลวงปู่ได้ถามข้าพเจ้าว่า

“ทูล เคยนิมิตว่าได้ขี่ช้างเผือกไหม”

ขอโอกาสหลวงปู่ กระผมเคยนิมิตว่าได้ขี่ช้างเผือกครั้งหนึ่ง หลวงปู่พูดว่า

“ขี่อย่างไร เล่าให้เฮาฟังซิ”

ก็ขอโอกาสเล่าให้หลวงปู่ฟังดังนี้ ในคืนหนึ่งเมื่อเข้าสมาธิได้ที่แล้ว ในโลกนี้มีความสว่างเห็นไปหมดทุกที่ มองขึ้นไปบนอากาศก็มีความสว่างไสวเช่นกัน ในขณะนั้นเห็นหลวงปู่มั่นนั่งอยู่บนหลังช้างเผือกขนาดใหญ่ และมีครูอาจารย์องค์อื่นๆนั่งอยู่บนหลังช้างเผือกยืนเรียงแถวกันอยู่หลายองค์ จากนั้นช้างเผือกที่หลวงปู่มั่นนั่งอยู่ก็ลอยขึ้นสู่อากาศ และช้างเผือกตัวอื่นๆก็พาครูอาจารย์ลอยขึ้นสู่อากาศเช่นกัน จากนั้นก็มาถึงตัวช้างเผือกที่กระผมนั่งอยู่ก็ได้ลอยขึ้นไปตามช้างเผือกกลุ่มใหญ่ ได้ลอยอยู่บนอากาศเป็นวงกลม ช้างเผือกแต่ละตัวมีการประดับประดา ด้วยเครื่องเพชรนิลจินดา ประดับด้วยผ้าสีทองที่มีความสวยงามมาก ในท้องฟ้าอากาศมีรัศมีระยิบระยับแพรวพราว สว่างเต็มท้องฟ้าไปหมด แล้วมีเสียงประกาศว่า

“นี้เป็นกลุ่มคณะช้างเผือก ที่หลวงปู่มั่นได้พาหมู่คณะไปสู่พระบรมสุข คือ วิมุตตินิพพานในกาลครั้งนี้”

จากนั้นจิตก็ได้ถอนออกจากสมาธิ ก็ได้พิจรณาว่า เป็นเรื่องปกติี่ที่ผู้ปฏิบัติได้มาถึงจุดนี้แล้ว ถือเป็นความสมบูรณ์ เป็นอุดมมงคล เพราะช้างเผือกเป็นช้างทรงของพระราชา จะตีความว่า ราชาธรรมนี้ก็เป็นได้ หมายถึงผู้จบในภาคการศึกษา คือจบในอาตยนะนั่นเอง หรือจะเรียกว่าเป็นผู้ที่เรียนจบในประโยค ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้แล้วอย่างสมบูรณ์

จากนั้นหลวงปู่ขาวเพียงแต่ยิ้มแล้วพูดว่า

“ในสมัยเฮาอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเคยประกาศให้คณะสงฆ์ทั้งหลาย ได้รับรู้ไว้ว่า เมื่อเราได้ตายไปแล้ว จะมีช้างเผือกหนุ่มตัวหนึ่ง เหาะไปมา แสดงอภินิหาร ให้คนทั้งหลายได้รู้เห็นในความสามารถต่างๆ มากมาย พระเถระทั้งหลายได้ฟังแล้ว ก็มีความเข้าใจความหมายว่า ในยุคต่อไป จะมีพระอรหันต์หนุ่มเกิดขึ้น จะได้แสดงความรู้ึความสามารถ เผยแผ่ธรรมให้คนทั้งหลายได้รับรู้ความจริงในสัจธรรม จะมีผู้ปฏิบัติตามได้รับผลมากทีเดียว”

ข้าพเจ้าก็ถามหลวงปู่ขาวว่า ขอโอกาสหลวงปู่ ช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นเกิดขึ้นหรือยัง หลวงปู่ก็พูดว่า

“เกิดขึ้นแล้ว”

ข้าพเจ้าก็ถามหลวงปู่ต่อไปว่า ช้างเผือกหนุ่มนั้นอยู่ที่ไหน กระผมอยากรู้ อยากไปกราบท่าน หลวงปู่ยิ้มๆแล้วพูดว่า “ไม่บอก หาเอาเองแล้วกัน” เรื่องช้างเผือกหนุ่มนั้น พระอาจารย์วัน อุตฺตโม และพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ก็เคยพูดในเรื่องช้างเผือกหนุ่มนี้ให้ข้าพเจ้าฟังเช่นกัน เมื่อถามท่านว่าเป็นอาจารย์องค์ใด ท่านก็ไม่บอกเช่นกัน

 

หากมีคำถามข้าพเจ้าว่า ช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นเกิดขึ้นหรือยัง ข้าพเจ้าก็จะตอบว่าเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าช้างเผือกเชือกนั้นอยู่ที่ไหน หรือท่านอาจจะเห็นอยู่แ่ต่ไม่รู้ว่าเป็นช้างเผือก เพราะช้างเผือกนั้นอาจใช้สีดำทาเพื่ออำพรางตัวเอาไว้จึงไม่มีใครรู้ ขอให้พวกเราค้นหาช้างเผือกหนุ่มนั้นให้พบ เมื่อพบแล้ว กรุณามาบอกข้าพเจ้าก็แล้วกัน เพื่อจะได้ไปกราบคารวะและฟังธรรมจากช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นให้สมใจ การทำนายของหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่ขาวพูดว่า “มีความแม่นยำมาก พูดคำใดคำนั้น เพราะหลวงปู่มั่นมีความชำนาญด้วยญาณ อตีตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว อนาคตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอนาคต”

อภินิหาร ๓ อย่าง

ที่หลวงปู่มั่นว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หลายคนอาจตีความหมาย ไม่ตรงตามหลวงปู่มั่นก็อาจเป็นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ได้อ่านในตำรา หรือได้ฟังจากครูอาจารย์มามากว่า อภินิหารต้องเป็นผู้มีฤทธิ์ สามารถดำดินเหาะเหินไปบนอากาศได้ เช่นได้อ่านเรื่องอภิญญา มีจักขุญาณ มีญาณทางตาที่เรียกว่าตาทิพย์ กำหนดจิตให้เห็นรูปเทวดา นรก และสิ่งอื่นๆได้ โสตญาณ มีญาณทางหู เรียกว่าหูทิพย์ กำหนดจิตฟังเสียงในหมู่เทวดาและสัตว์นรก และกำหนดฟังเสียงอื่นๆได้ เจโตปริยญาณ เป็นญาณรู้ทางใจ กำหนดจิตรู้ในความคิดความเห็นของคนอื่นได้ มโนมอิทธิญาณ เป็นฤทธิ์ทางใจ กำหนดจิตให้เป็นนั่นเป็นนี่ หรือเป็นหลายคนได้ อิืทธิวิธี เป็นอภินิหารทางใจ สามารถเหาะเหินไปมาที่ไหนได้ คนส่วนใหญ่จะมาเข้าใจว่า อภินิหารต้องเป็นอย่างนี้

ในความหมายของหลวงปู่มั่น ว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึงอภินิหาร ๓ อย่าง

  1. อิทธิปาฏิหารย์ แสดงฤทธิ์ได้นานาประการ
  2. อาเทสนาปาฏิหารย์ มีญาณรู้วาระจิตคนอื่น แล้วพูดดักใจคนอื่นได้
  3. อนุสาสนีปาฏิหารย์ มีความสามารถแสดงธรรมได้อย่างมีเหตุผล ทำให้คนที่ฟังเข้าใจในความหมายได้อธิบายธรรมหมวดที่คนเข้าใจได้ยาก มาอธิบายให้คนเข้าใจง่าย อธิบายธรรมหมวดยาว สามารถย่นย่อธรรมที่ยาว มาอธิบายโดยย่อให้คนเข้าใจได้
อภินิหาร ๓ ข้อนี้ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้ แต่พระุพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ แต่พระพุทธเจ้ามาสรรเสริญ อนุสาสนีปาฏิหารย์ ในข้อ ๓ เพราะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและมรรคผลนิพพาน ฉะนั้นหลวงปู่มั่นว่ามีช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึง อนุสาสนีปาฏิหารย์ เป็นผู้มีความสามารถแสดงธรรม ให้เป็นไปในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ทำให้คนมีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ตามแนวทางที่เป็นจริง แสดงธรรมให้คนเข้าใจในอุบายการปฏิบัติ เพื่อเป็นไปในมรรคผลนิพพาน หลวงปู่มั่นมีความหมายเป็นอย่างนี้ ขอให้พวกเราได้เข้าใจ เพื่อจะได้ค้นหาช้างเผือกหนุ่มได้ง่ายขึ้น มิใช่ว่าคอยไปดู เมื่อไรหนอท่านจะเหาะขึ้นสู่อากาศ เมื่ิอไหร่หนอท่านจะดำดินและหายตัวให้ดู ถ้าจะหาในวิธีนี้ รับรองได้ว่า จะไม่พบช้างเผือกหนุ่มอย่างแน่นอน เพราะตีความหมายในอภินิหารผิดไป จึงทำความเข้าใจแก่ท่านดังนี้

 

_/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__/|\__

ข้อความที่ผมกล่างอ้างข้างบนเป็นส่วนหนึ่งของอัตโนประวัติของหลวงพ่อทูลฯ บทที่ ๒๑ เรื่องของนรกสวรรค์ ซึ่งมาจากhttp://www.watsanfran.com/autobio/ch021.html ซึ่งใน pdf file ตั้งแต่หน้าที่ 13-15 หรือที่เป็น audio file ตั้งแต่นาทีที่ 43:08

 

ว่าด้วยคำทำนายเกี่ยวกับบ้านเมือง

เมื่อศตวรรษโลกจักได้เสื่อม พระศาสนา มีราชาองค์น้อยหายใจบ่ทั่วท้อง เข้ามาเชิดชู คนจักมรณาม้วน สูญพันธ์เมิดเผ่า พระเจ้าอุบัติเกิดขึ้นแล้ว เมืองนั้นเปลี่ยนแปลง เมืองเหนือหากสิขึ้น เมืองกลางหากปั่นป่วน ทาง ในเกิดเดือดร้อนหวังฆ่าแต่กัน ต่อจากพระวรรษา ๒๕๕๐ นี้ พระยาสิเริ่มใหญ่ เมืองนั้นกะสิ ได้เปลี่ยนแปลง มีขาวมีดำ สมกันเกิดโลกใหม่ ยุคศิวิไล พระสีส้มโยมสีเหลืองเมิดหมู่ โห่โห่ก้องขึ้นสู่สุวรรณภูมิ คงความเห็น ดั่งเดียวคำย้อง พุทธองค์ลงมาโปรด ดูราโลกใหม่ คนโฮมไหลหลั่งเต้า มาเผ้า (เฝ้า) ต่อพระองค์ จักกล่าวเรื่องไว้ให้พอเป็นสังเขป มีเสนาทั้งเจ็ดอยู่วังมาตุ้ม พระยามู แลมะตู วือว็อด อองค็อย องกา เสนา อ็องกุด 

(หลังจากพ้นกึ่งพุทธกาลไปแล้ว โลกเสื่อมโทรมลงมาก หมายถึงทุกๆด้านรวมทั้งจิตใจมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมก็เสื่อมโทรม ด้วยการเบียดเบียนธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ได้คำนึงว่าธรรมชาติเป็นแม่บังเกิดเกล้า เกิดมาแล้วสร้างเทคโนโลยี่เอาชนะธรรมชาติ คิดว่าลูกต้องเก่งกว่าแม่ พากันลืมตัวเสมือนเป็นวัวลืมตีน มีความหลงผิดเป็นมิจฉาทิฐิ ส่วนพระพุทธศาสนาก็กระทบไปด้วย

จึงเกิดพระราชาองค์น้อย ขึ้นมาเชิดชูส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่ในช่วงระยะเวลานี้ ผู้คนจะล้มตายพากันสูญเผ่าพันธุ์มนุษย์ นั่นหมายถึงถูกธรรมชาติร่อนตะแกรงกรรม นำเอาคนที่มีเซลล์ในร่างกายสีดำ หรือจิตใจมืดบอดขาดศีลและธรรม ต้องตายไปสิ้น ไม่สามารถข้ามแดนไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ได้ และพระพุทธเจ้าจะกลับมาอุบัติขึ้นใหม่ ในมิติใหม่ในยุคชาวศิวิไลซ์ นับแต่ พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป โดยอาศัยพระสรีระธาตุและหลักฐานต่างๆ ที่พระพุทธองค์ได้มาเตรียมไว้ด้วยพระองค์เอง เมื่อยังทรงมีพระชนมายุ 50 และ 57 พระพรรษา มาเป็นเครื่องหมาย

และพระองค์ได้ทรงโปรแกรมจิต ใส่พลังงานแห่งความสำเร็จในคุณธรรมทั้งทางโลกและธรรม เอาไว้ให้แก่ลูกหลานในวัตถุธรรมต่างๆ ที่แปลคำปริศนาที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ให้เข้าใจ นั่นคือความหมายของพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นแล้ว บ้านเมืองสุวรรณภูมิก็จะเปลี่ยนแปลง เมืองเหนือขึ้น หมายถึงเจริญงอกงามด้วยรากฐานของผู้ที่มีจิตมั่นคงในศีลธรรม ตั้งอยู่บนนิจศีลนั่นเอง ส่วนภาคกลางประสบภาวะปั่นป่วนในทุกๆเรื่อง แม้การรบราฆ่าฟันเอาชีวิตกัน

หลังจาก พ.ศ. 2550 พระยาธรรม ที่เกิดขึ้น ..นั่นคือหลวงพ่อภรังสี ลูกศิษย์ของหลวงปู่มหาโมคคัลลานะ เริ่มเป็นที่รู้จักของมหาชน ประเทศชาติซึ่งมีทั้งขาวและดำคือมีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกัน ต้องเปลี่ยนแปลงตามภาวะการณ์ปรับเปลี่ยนย้ายแกนโลกของธรรมชาติ ที่จะเกิดขึ้นปลายปี 2555 เป็นต้นไป ผู้ที่ขาดนิจศีลรองรับจิตใจย่อมขาดภูมิคุ้มกัน จึงรอดได้ยาก ไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งจะเหลือแต่พระภิกษุผู้ทรงคุณธรรมแท้หมายถึงสีส้ม ส่วนโยมสีเหลืองนั้นคือผู้ที่ตั้งอยู่บนนิจศีลหรือสีเหลืองด้วยน้ำใจเมตตา ซึ่งแทนด้วยคลื่นรังสีสีเหลืองอยู่กันเป็นหมู่เหล่า

พากันเฉลิมฉลองเทิดทูลพระพุทธศาสนา ให้ก้องท้องธาราขึ้นทั่วทั้งแดนสุวรรณภูมิ เป็นธงชัยของชาวโลก ต่างมีคติธรรมประจำใจในสัมมาทิฐิกันทั่วหน้า อันหมายถึงพวกที่มีเซลล์สีดำในร่างกาย ไม่สามารถหลุดรอดจากตะแกรงกรรมมาได้นั่นเอง และพระพุทธองค์ก็ได้มาเปิดศาสนาพุทธในยุคใหม่มิติใหม่ ขึ้นที่ วัดภูพะลานสูง มีผู้คนหลั่งไหลมากราบบูชามากมาย และยังมีเจ้าพระยาผู้สูงศักดิ์ต่างๆ พากันมากราบไหว้เคารพบูชา ที่กล่าวไว้เพียงสังเขป คงมีรายละเอียดเกิดขึ้นอีกมาก ที่สาธุชนค่อยๆติดตามต่อไปในช่วงชีวิตของตนที่เหลืออยู่)

ว่าด้วยเรื่องการอัญเชิญและสงครามแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ

เมืองพม่า จักได้กล่าวถึงพระอิศเรศหงสา ในคั้งพระวรรษาที่ ๑๓ อยู่ที่นั้นอีก ๑ ปี มีศึกมาต้าน จักปล้น เอาพระธาตุอีก เทวจักรฟ้าว(รีบ)รวมอิทธิฤทธิ์เหาะเหินข้ามนทีคงคา ดังเสมือนไปถงสิบสองปันนา งอยฝั่งเลย หยุดยั้งอยู่ก้ำฝั่งไทยครั้งเนาอยู่ฮั่น ๖ เดือน เตือนประชากรทั้งหลาย มาสร้างโพนเนาเจดีย์ไว้ แมงเงาเฝ้า เจดีย์ได้หลายโต ๙ หมู่ข้าปูทางไว้ ทางก้ำฝั่งไทย จักย้ายเข้าสู่มอญขาวชาวนครชื่นชมมาต้อน ขอมดำดิน จักถวายปราสาทให้ เป็นที่รองรับ เทวจักรนำพระองค์ตั้ง ถวายให้แก่ขอมจักได้ว่าขึ้นอยู่ ๑๖ ปี มีราชา หลายเมือง โห่กันมาแย่ง เทวจักรได้เหาะเหินขึ้นส่ง ลงกลางดงปราสาทกว้าง หวังซ่อนพุทธองค์

เทวยักษา ตนหนึ่งยังกะเลวต่อต้านหวังสู้บ่ถอย เทวจักรจึงได้อ่อยๆแถลงความเฮาบุญมา เถิงบ่ตอบขาบ สองตาบข้าง องค์เอกสัพพัญญู ข้างว้ายองค์อังคาร ข้างขวาพระสารีริกธาตุ อสูรเจ้าหลงมัวทำบาปใหญ่ หัวเข่าตั้งลง กราบไหว้พนม โอนอท่านมีชื่อนามใด๋ โปดอภัยขอถามเรื่องราวพายซ้อย นามกรข้ายักษาโตหนึ่ง เขาทอบ กระดูก ไว้ เขาให้ฮักษา เฮานี้ได้ชื่อว่าเทวจักร มือกำคอยักษ์ ฮูบทะยานขึ้นบนฟ้า เลยอัดเข้า ปายเจดีย์ ยอดแก้ว แล้วจึงเหาะดุ่งผ้าย ไปก้ำฝ่ายขอม สงครามได้ ตีเมืองแตกพ่าย แหวกประตูผ่าม้าง เขานั้นข่มขอม ขอมกะยอมเมิดแล้ว พระยาเมืองต้านใส่ ถามว่าไสพระบรมสารีริกธาตุ ของค้ำคูณเมืองที่อยู่เนานำเจ้า เฮาสิมาขอสู้ ตีเอาส่วนแบ่ง พระยาแนมพระเนตรขึ้น องค์เจ้าพระประธาน ราชาแย่งขึ้นแบก องค์พระธาตุอยู่นี้ ชิงได้กะสิถอย นี่คือสงครามแย่งพระธาตุ

(พระมหาเทวจักร ได้เข้ารับพระบรมสารีริกธาตุ กระดูกข้อพระหัตถ์ขวา และพระสรีรังคาร ได้ผ่านมาแวะพักที่เมืองหงสาวดี เป็นแห่งแรก และเจ้าผู้ครองนครหงศาฯได้ทูลขอพระบรมธาตุเอาไว้ 1 องค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระนอน เมืองร่างกุ้งในปัจจุบัน ต่อมาอีก 1 ปีมีการต่อสู้รบแย่งชิงพระบรมธาตุเกิดขึ้น พระมหาเทวจักรจึงพาพระบรมธาตุ เหาะข้ามแม่น้ำไปเมืองสิบสองปันนา ตอนเหนือของสุวรรณภูมิ อยู่ที่นั่นได้ 6 เดือน โดยพระมหาเทวจักรได้ชักชวนชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา สร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุเอาไว้กราบไหว้ มีแมลงป่องยักษ์ทั้ง 9 คอยเฝ้าอารักขา แล้วพระมหาเทวจักรก็ได้เดินทางต่อมาเข้าในเมืองเชียงราย ที่บ้านเชียงแสน

ที่นี่พระมมหาเทวจักรเปลี่ยนวิธีการ โดยเชิญบรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายมาประชุมพร้อมกัน เป็นที่ตกลงกันว่าเมืองใดสร้างสถานที่รองรับพระบรมธาตุได้สมพระเกียรติเสร็จก่อน จะนำพระบรมธาตุไปมอบให้ที่เมืองนั้น เมื่อตกลงหลักการกันได้แล้ว ก็มีเจ้าเมืองขอมเสนอขึ้นว่า ปราสาทสถานที่ใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จมีอยู่พร้อมแล้วที่นครจำปาศรี ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดจึงไปตรวจเยี่ยมปราสาทนั้นพร้อมกัน และลงความเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะนำพระบรมธาตุมาบรรจุเอาไว้ที่นี่

อยู่มาได้ 16 ปี ก็เกิดการรบพุ่งทำสงครามแย่งชิงพระบรมธาตุเกิดขึ้นอีก พระมหาเทวจักรจึงพาพระบรมธาตุเหาะหนีเข้าป่า ไปถึงเทวสถานเจดีย์ของพราหมณ์ ไปพบเทวยักษ์ที่เฝ้าอารักขาสถานที่อยู่ที่นั่น เมื่อพระมหาเทวจักรบอกอานิสงส์แห่งบุญกุศลที่เทวยักษ์จะได้รับ จึงได้นำพระบรมธาตุบรรจุไว้ที่ส่วนยอดของพระเจดีย์ และอยู่ที่นั่นมา 2,500 กว่าปี โดยไม่มีมนุษย์ผู้ใดรู้เรื่องพระบรมธาตุของพระพุทธองค์บนยอดอีกเลย

นอกจากพระมหาเทวจักรได้สั่งการให้เทวยักษ์อารักขาพระบรมธาตุแล้ว ยังให้ออกตามหาพระยาธรรม ผู้ซึ่งจะมาจุติหลังกึ่งพุทธกาลให้อีกด้วย ท่านผู้นี้จะมารองรับพระพุทธศานต่อจาก ท่านพระมหาเทวจักรสร้างวัดขึ้นในแดนสุววรณภูมิ ที่ภูพลานสูงสืบพระศานาต่อไปจนครบ 5,000 ปี ส่งเสริมให้เกิดพระอริยเจ้า ที่อุดมไปด้วยอภิญญาฤทธิ์เช่นในต้นพุทธกาล อีก 700,000 รูป)

ว่าด้วยเรื่องพระเทวจักรนิพพาน

เทวจักรนั่นหายใจลำบาก เล็งญาณสังสิยากต่อไป สงครามแย่งบ่อแม่นดินแดนหากแต่เป็นศรัทธาหลายเล็ง ดูแล้ว ใจหมายมั่นทุกข์คน จึงได้ขอบันดลให้สงครามแตกผ่าย แสนดีใจทุกก้ำ จากหั่นได้สงครามเงียบหนตนก็ได้ บำเพ็ญพระวัสสาจากลาสังขารสู่นิพพานหมดสิ้น

(เมื่อพระมหาเทวจักแก่เฒ่า ..หายใจลำบาก ได้ใช้ญาณทัสสนะ และสันตติตรวจสอบว่าการเกิดสงครามแย่งชิงกันนั้น เจ้าเมืองต่างๆไม่ได้มุ่งหวังมีอำนาจครองเมืองข้าศึกแต่อย่างใด เป้าหมายคือต้องการพระบรมธาตุ พระองค์ท่านจึงแผ่เมตตาให้เจ้าเมืองเหล่านั้นมาปรองดองกัน แล้วแบ่งพระบรมธาตุไปบูชากันส่วนหนึ่ง ทุกฝ่ายก็ต่างปิติยินดี ดีใจเลิกรบราฆ่าฟันกัน แสดงให้เห็นว่าเจ้าเมืองเหล่านี้ยังเป็นผู้มีปัญญาและคุณธรรมพอสมควร จึงได้พูดกันรู้เรื่องดี เรื่องจึงจบลงด้วยความสันติ พระมหาเทวจักรจึงได้เฝ้ารักษาจิตตนอยู่บน ‘ทาง’ เข้าสู่นิพพานในที่สุด)

ว่าด้วยผูกพระโมคคัลานะ

โมคคัลลานะด้นนำตนสืบต่อพระวัสสาสู่มื้อสังสิส่วยแต่กะ ยัง พุทธองค์ทรงสานต่อได้ถึงเกือบ หกร้อยพระวัสสา เกือบซาวพันปีต่อไปภายหน้า ไผผู้เล็งเห็นแล้วให้จุบเอาให้มันทั่วอิติ เกิดขึ้นแล้วจุบให้ฮุ่งเจริญ ในศตวรรษสองพัน

(หลวงปู่มหาโมคคัลลานะ พระมหาสาวกเบื้องซ้าย ได้ทรงช่วยสืบต่อพระพุทธศาสนามาต่อเนื่อง หลังจากพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้วอีก 600 ปี และยังมีภารกิจช่วยสืบต่อพระศาสนาอีกช่วงหนึ่ง ภายหลังที่พระพุทธองค์มาอุบัติครั้งใหม่หลังกึ่งพุทธกาล โดยหลวงปู่มาคอยหลวงพ่อภรังสี ที่บวชเป็นภิกษุยังไม่ครบ 10 พรรษา ซึ่งหลวงปู่ใหญ่ก็ได้เฝ้าคอยเวลาอยู่ที่เมืองบาดาล จนหลวงพ่อภรังสีบวชได้ครบ 10 พรรษา แล้วจึงได้ให้พบ และรับเป็นศิษย์

ช่วยกันสืบต่ออายุพระศาสนา ที่มากด้วยอภิญญาฤทธิ์ และเป็นภารหน้าที่โดยตรงของหลวงปู่ใหญ่ ในฐานะพระอริยะสาวกเบื้องซ้ายผู้รุ่งเรืองด้วยอภิญญา 6 มาช่วยเพาะเชื้อเหล่าพระสาวกรุ่นใหม่ ในยุคชาวศิวิไลซ์ หลังจาก พ.ศ. 2550 นี้เป็นต้นไป ให้ศาสนาเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่ง เกิดพระอริยะเจ้ารุ่นใหม่อีก 700,000 รูป คล้ายในคราวต้นพุทธกาล โดยมีพระสรีระธาตุต่างๆของพระพุทธองค์มาเป็นองค์ประธานฟื้นฟูพระศาสนาขึ้นใหม่ไปตลอด 5,000 ปี จวบสิ้นพระศาสนาของพระพุทธองค์สมณโคดม)

จบคำแปลพระคัมภีร์

ที่มา http://ainews1.com/article310_a.html

 

ตำนานเมืองฝางและอ่างสลุงเชียงดาว

เรื่องในตำนานเมืองฝางและอ่างสลุงเชียงดาว มี ๓ ตอน โดยแต่ละตอนจบในตัวเอง

ตอนที่ ๓ กล่าวพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปที่ถ้ำเชียงดาว ทำนายว่ายักษ์ที่รักษาถ้ำจะได้เป็น พระยาธัมมิกราช องค์ที่ ๓ มีอายุ ๒๐๐ ปี โดยองค์แรกเกิดที่เมืองปาฏลีบุตร องค์ที่ ๒ เกิดในเมืองหงสาวดี องค์ที่ ๓ เกิดในเมืองเชียงดาว องค์ที่ ๔ เกิดในเมืองอังวะ องค์ที ๕ เกิดในเมืองอโยธิยาและได้กล่าวถึงพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาไว้ที่ดอย อ่างสลุงก็เลยได้ชื่อว่า อ่างสลุงเชียงดาว มีพระยาอินทร์ เทวดา มาเนรมิตมหาเจดีย์ทองคำไว้บรรจุพระธาตุ ต่อจากนั้นก็มีพระยาอินทร์ พระยาพรหม พระยานาค มาสร้างพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ไว้ในถ้ำ ประดับตกแต่งไว้สวยงาม ในถ้ำแห่งนี้มีทางแวะไปสถานที่ต่างๆ ได้ หลายแห่ง และได้กล่าวถึงวิธีปฏิบัติเมื่อจะเข้าไปชมถ้ำตามที่ต่างๆ ซึ่งหากปฏิบัติไม่ถูกก็จะกลับออกมาไม่ได้

ส่วนในเมืองเชียงใหม่ เมื่อศาสนาใกล้จะถึงสามพันปี(พ.ศ.2500-พ.ศ.3000) บ้านเมืองจะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย หาเชื้อพระวงค์ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองมิได้ ในเวลาต่อมายักษ์ที่รักษาถ้ำเชียงดาวอยู่นั้นจะเกิดมาเป็น พระยาธัมมิกราช โดยเกิดมาเป็นพ่อค้าข้าวสาร พระอินทร์จะมาอัญเชิญขึ้นไปทำพิธีราชาภิเษกบนสวรรค์ จากนั้นจึงลงมาทำพิธีอีกครั้งหนึ่งในเมืองเชียงดาว ส่วนศรีอาริยวงศ์กลางศาสนา (จากบันทึกทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน)

เมื่อพระศรีอาริย์มาปรากฏเป็นพระบรมจักรพัตราธิราช ในท่ามกลางพระพุทธศาสนานี้ พระอิศวรผู้เป็นเจ้าประกาศิตให้เทวดาลงมารักษาพระราชวังถึง 50,000 องค์ ยักษ์อีก 50,000 ตน นาคและครุฑก็จะเป็นมิตรกัน และจะมารักษาปราสาทราชวังด้วยเป็นจำนวนมาก เชื้อพระวงศ์ของพระศรีอาริย์ จะอุปถัมภ์ยกยอพระพุทธศาสนาสืบๆ ต่อกันไปจนอีก 1,309 ปี คือลุ พ.ศ. 3850 ปีเศษ จึงสิ้นเชื้อสายพระศรีอาริย์คนสุดท้ายมีนามว่า “ เสารรัญญา” หรือ “ พยาเสารราช”( ศรีอาริยวงศ์ 1,000 ปี ในเล่มนี้ ไปตรงกับแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูจะกลับมาปกครองโลกอยู่ 1,000 ปีเหมือนกัน เรียกว่า Millennium ภาษาอังกฤษเรียกว่า ศรีอารยะ (Sriaraya) ภาษาบาลีเรียกว่าสิริอริยะ (Siriariya) แม้กระนั้นก็มีเทวดา, นาค, ครุฑ เฝ้าปราสาทราชมณเฑียรอยู่มาก

เมื่อพ้นจากพญาเสารราชไปแล้ว พระเสื้อเมืองทรงเมืองทั้งหลาย ก็ละทิ้งบ้านเมืองหลบหนีเข้าป่าไปหมดสิ้น ดังเช่นในยุคปัจจุบันนี้ เพราะอธรรมทั้ง 3 และ อคติทั้ง 4 เข้าครอบงำสันดานประมุขและรัฐบุรุษ จนบ้านเรือนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า มหาภัย 10 ประการ ก็คุกคามประชาชนพลเมืองอยู่ทั่วไป ครั้นแล้วก็จะบังเกิดพญาธรรมิกราชองค์ที่ 4 มายอยกพระพุทธศาสนาอีก และจะเกิดที่นครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) จะทรงเกียรติขนาดอโศกราช หาใช่บรมจักรพัตราธิราชดั่งเช่น พระศรีอาริย์ในท่ามกลางพุทธศาสนานี้ไม่

ในตำนานมันดาเลของพม่านั้นกล่าวว่า พระราชวังของพระศรีอาริย์ธรรมิกราชนั้นจะมีประตู 80 ประตู จะมีฝูงเทวดาและยักษ์รักษาแน่นขนัด จะเข้าออกได้แต่มนุษย์ที่มีศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น ปราสาทราชวังนั้นจะสว่างรุ่งโรจน์ด้วยแสงแก้วมณีโชติ กลางคืนจะกลับกลายเป็นกลางวัน จะผิดกันก็แต่ว่า ความสว่างของแสงแก้วนั้นจะเย็นตาเย็นกาย ไม่ร้อนระอุเหมือนแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันอย่างธรรมดา

พิษณุเทพบุตร จะไปนำเอาผลมะม่วงกาซอ (ผลไม้โรทันตี) จากสวรรค์มาถวายพระศรีอาริย์ธรรมิกราช เมื่อเสวยแล้วรูปร่างก็กลับกลายเป็นหนุ่มเหมือนอายุ 20 เศษ จะมีพระมหาเถระ 24 รูป เดินทางมาจากทิศต่างๆ เพื่อชมบารมีพระศรีอาริย์ธรรมิกราช พระศรีอาริย์ธรรมิกราชจึงเอามะม่วงกาซอ (มะม่วงลอกคราบ) เข้าถวายพระผู้เฒ่าทั้ง 24 รูป พระผู้เฒ่าทั้งหมดเมื่อฉันแล้วก็ง่วงนอน และหลับไปด้วยความสบาย ครั้นตื่นขึ้นแล้วผิวพรรณก็กลับกลายเป็นหนุ่มไปหมดทั้ง 24 รูป รู้สึกว่ากระกระเปร่าแข็งแรงขึ้นอย่างผิดธรรมดา

พระศรีอาริย์จึงเอาเมล็ดมะม่วงลอกคราบนั้นปลูกลงในดินริมปราสาท ก็พลันงอกงามเป็นต้นเป็นลำและแตกกิ่งก้านสาขาขึ้นในทันที ประกอบด้วยช่อและดอกออกผลเต็มไปหมด โดยไม่ต้องรอเวลาหรือฤดูกาลใดๆ เลย ฝูงมนุษย์ก็จะไหลมาเทมาเพื่อบริโภคมะม่วงลอกคราบอันวิเศษนั้น ครั้นแล้วคนแก่ก็จะกลายเป็นหนุ่ม คนที่มีผิวพรรณไม่งามก็จะงาม คนอ่อนแอก็จะแข็งแรงไปทั่วทุกรูปทุกนาม โลกจะถึงความเป็นสวรรค์ทั้งในด้านผิวพรรณและโภคทรัพย์ ฯลฯ และจะมีต้นไม้กาลปพฤกษ์ทิพย์ถึง 1,600 ต้น (โรงทาน) ทั่วทั้งโลก

อนึ่ง พระมหานครอันบรมสุข จะได้ถูกก่อสร้างตึกรามขึ้น 36,000,000 หลัง จะเป็นที่อยู่ของพลเมืองที่เป็นสัมมาทิฏฐิทั้งสิ้น และว่าในยุคนั้น จะมีผู้หญิงมากผู้ชายน้อย เพราะผู้ชายไปตายในกองทัพถึง 3 ใน 4 ส่วน ผลสุดท้ายผู้ชายคนเดียวจะมีภรรยา 9 คน 10 คน ผู้หญิงจึงหาสามีที่โสดๆไม่ได้ง่ายนัก จริงเท็จอยู่กับตำรา (แจ้งอยู่ในใบลาน 3-4 ผูก)

http://board.palungjit.com/f2/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%888-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AF-302217.html

Leave a comment

Filed under คำพยากรณ์

งานเขียนเก่าๆ ที่รวมเล่มแล้ว อาทิตย์หน้าได้เห็น(น้องฟอร์มว่างั้น)

ลมหายใจของลำปาง

เสน่ห์ของลำปางในทรรศนะของผม คือเมืองที่ไม่มีอะไรจริง ๆ นอกจากความสงบ ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหนในโลก ถ้าได้มาลำปาง คุณจะพบว่า ที่นี่มีสองทางให้คุณเลือก คือ ถ้าคุณไม่ผ่านไป คุณก็จะหยุดอยู่ที่นี่จนกว่าชีวิตคุณจะหาไม่

ทุกอย่างถ้าจะมีการเปรียบเทียบ มันก็เปรียบเทียบได้ ถ้าเอาคนกรุงเทพฯ มาอยู่ลำปาง 2 ใน 3 จะไม่กลับกรุงเทพฯ อีกเลย ถ้าหากว่าทำได้จริง ๆ…เพราะลำปางไม่เหมือนเชียงใหม่และจังหวัดไหน ๆ ในภาคเหนือ

ในอดีต ชาวลำปางเคยเดินขบวนต่อต้านเมื่อทางการนำความเจริญมาให้พวกเขาทำประชาพิจารณ์ว่าจะเลือกมหาวิทยาลัย หรือสถานีโทรทัศน์ คนรุ่นดังกล่าวเล่าให้ฟังอีกว่า ถึงขนาดออกจากบ้านมาเดินขบวนถือป้ายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง จนมหาวิทยาลัยดังกล่าวไปอยู่เชียงใหม่ แต่ลำปางก็มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยโยนกแทน เป็นรางวัลสำหรับการเดินขบวนในวันนั้นที่คนรุ่นพ่อแม่เราได้ฝากผลงานเอาไว้ นี่ยังไม่นับที่ว่า ถ้าเซเว่นอีเลฟเว่นมาเปิดที่กาดกองต้า ชาวลำปางอาจมีเฮก็เป็นได้

สมัยก่อนที่จะมีเหมืองแม่เมาะ ลำปางอากาศดีกว่านี้ (พ่อผมเล่าให้ฟัง) แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าได้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งเยอะ

ถ้าคุณสังเกตในตัวเมืองลำปางแล้ว จะพบว่า หลังสี่ทุ่มทุกอย่างจะเงียบเป็นเป่าสาก แม้แต่กาดกองต้า กาดที่มีคนเดินมากที่สุดในจังหวัด ก็ยังปิดตลาดแค่สี่ทุ่ม หลังจากนั้น เจ้าที่ (ความเงียบ) ก็จะมาไล่ให้คนขายของและคนซื้อของกลับบ้าน เพราะมันได้เวลาของความเงียบ ซึ่งมันเป็นอย่างนี้มานาน จนคนกรุงเทพฯ ต้องอิจฉา เคยมีวรรคทองของคนกรุงเทพฯ ที่บอกว่า ช่วยหยุดกรุงเทพฯ หน่อย ผมจะลง แต่ถ้าเจ้าของวรรคทองดังกล่าวได้มาลำปางแล้ว คงต้องบอกว่า ช่วยหยุดลำปางหน่อย ฉันจะขึ้นเป็นแน่แท้

เมืองลำปางนั้น ชอบมีอะไรที่เหมือนจะไม่มี แต่…มีสิ่งหนึ่งซึ่งผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน  ในอดีต มีควาญช้างธรรมดา ๆ คนหนึ่งชื่อทิพย์ ที่ไปอยู่ในป่า เก่งปราบช้างเกเร นั่งสมาธิ อยู่กับความเงียบ จนชาวบ้านร้องขอเมื่อมีภัยและได้กอบกู้บ้านเมืองในสมัยนั้นได้สำเร็จ และก็ได้ยกท่านให้เป็นเจ้าเมือง ซึ่งท่านก็เป็นต้นกำเนิดนามสกุล ณ ลำปาง และ ณ ทั้งหลายในหลายเมืองในแคว้นล้านนาสมัยก่อน ท่านสร้างตัวจากเสื่อผืนหมอนใบ (หาอ่านประวัติได้จากแหล่งอ้างอิงประวัติศาสตร์โบราณลำปาง)

หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านก็อยู่ในป่าช้ารูปเดียว จนท่านได้โมกข์ธรรมจากความเงียบสงบ ศีลที่เปล่งปลั่งดั่งทองของท่านล่ำลือไปถึงเมืองใต้ จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จมากราบหลวงพ่อที่สถานปฏิบัติธรรม ณ ประตูเมืองทางทิศเหนือของเมืองลำปาง

อดีตผู้ว่าฯสร้างหลักกิโลฯ ให้ลำปางจากวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลจนต้องไปอยู่ที่ลำพูน ถามว่าก็แค่การทำหลักกิโลฯ ง่าย ๆ ในจุดที่ใคร ๆ ก็ต้องผ่าน ทำไมมันถึงเลื่องลือจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของลำปางไปได้ ท่านก็คงอยู่จวนผู้ว่าฯ คนเดียว เงียบ ๆ สงบ ๆ แต่เกิดมีความคิดที่วิเศษผุดออกมาในคืนพระจันทร์เต็มดวงเป็นแน่แท้ แม้แต่กาดกองต้าก็เริ่มมาจากตลาดที่เงียบ ๆ น่ารัก สงบ ท่ามกลางบ้านเรือนเก่า ๆ ขนาดคนขายรุ่นแรก ๆ ทางการยังต้องขอร้องให้มาเปิดร้านขายของ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ร่ำลือไปถึงเมืองหลวง

ณ วันนี้ ได้มีผู้นำจังหวัดท่านหนึ่ง คิดจัดงานคนลำปางรักการอ่านขึ้นอย่างเอิกเกริกที่ข่วงนคร ทำเหมือนกับงานระดับโลก มีแต่เด็ก ๆ กับครอบครัวคนลำปางเดินกัน (เห็นฝรั่งเดินด้วย) ไม่เห็นมีอะไร มันตอกย้ำว่า

คนลำปางจริงจังกับความไม่มีอะไร ขนาดความสงบยังต้องตัดริบบิ้นให้

มันสะท้อนให้เห็นว่า คนที่นี่ยกย่องสรรเสริญความไม่มีอะไรจนออกนอกหน้าขนาดนั้น แต่อีกแง่หนึ่งของความจริง ต้นไม้ใหญ่ที่เราเห็นในวันนี้ ก็เริ่มจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ แค่เม็ดเดียว แต่ได้รับปุ๋ยและน้ำอย่างดีที่สุด ระบบนิเวศน์ที่เลิศที่สุดแก่การเติบโต นั่นคือ ความสงบ สมาธิ โดยที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร เพราะไม่มีตัวชี้วัดว่าผลที่ได้รับมันคืออะไร หรือต่อไปจะเกิดอะไรกับเมืองนี้ จัดงานประกวดพริตตี้ยังจะเวิร์กกว่าอีก เหมือน ๆ จะทำบุญแบบไม่หวังผล หว่านไปทั่ว จะขึ้นไม่ขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง เอากันง่าย ๆ สั้น ๆ ห้วน ๆ ขนาดนี้เลยทีเดียว (เอาแต้ห่อ)

(ข้อสังเกต แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ลำปางมีร้านหนังสือใหญ่ ๆ แทบทุกร้านที่ในประเทศนี้มี และยังไม่เจ๊ง) และโรงเรียนบุญวาทย์เป็น1 ใน 100 โรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศนี้ แต่เป็นโรงเรียนเดียวที่ออกทีวีเกือบทุกปี 555ด

ทุกวันนี้ ลำปางกำลังรอความธรรมดา ง่าย ๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกอย่างเงียบ ๆ เสมือนรอนางงามจักรวาลคนต่อไปจะเป็นคนลำปางหรือเปล่า หรือรอว่าจะต้องมีสิ่งพิเศษอะไรสักอย่างเกิดขึ้นจากเมืองที่สุดแสนจะธรรมดา ไม่มีอะไรจะแวะเพราะมันไม่มีอะไรจริง ๆ นอกจากความเงียบสงบ กับวิถีชีวิตของคนที่นี่ ที่มีสำเนียงภาษาเหนือห้วน ๆ ว่าลำปางหนา ลำปางนะ ถ้าจะนั่งรถม้าชมเมืองว่าเช้า ๆ คนเมืองนี้เขาทำอะไรกันบ้าง คุณก็จะเห็นคนลำปางรดน้ำต้นไม้งก ๆ ๆ กับเจ้าตูบที่มารออาหาร กับแมวที่หางสั่น ๆ ขณะต่อสู้กับแมวอีกตัวหนึ่ง แล้วชาวลำปางคนนั้นก็จะหันมามองคุณ

ถามว่า นี่คือวิถีชีวิตของคนลำปางหรือไม่ ผมอยากตอบว่าใช่ และก็เป็นอย่างนี้มานานนมแล้ว มันเรียบง่าย เฉย ๆ เปล่า ๆ ไม่มีอะไรแบบนี้แหละ แต่ใช่หรือไม่ว่า นี่เป็นสิ่งที่คนทุกคนแสวงหามาชั่วชีวิต แม้แต่ตถาคตก็แสวงหาความสงบ เรียบง่ายเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งอดีต…มิใช่หรือ

Leave a comment

Filed under บก เปิดใจ

2012

ไม่ไ้ด้โพสต์อะไรปีนี้เป็นกิจจะลักษณะ blog ร้างเป็นปีๆ แต่บ้านเพิ่งต่อเน็ท เลย สบายหน่อยไม่ต้องเสียค่าเน็ทรายชั่วโมง

ไว้จะมีอะไรมาโพสต์ ก็จะมาแก้ไขเพิ่มเติม

แต่ปีนี้มีคำถามสองคำถามว่า ถ้าโลกจะแตก คุณจะอยู่ในกลุ่มใหน

หรืออยู่กลุ่มนี้

คำถามนี้ เกิดในโลกยุคภัยภิบัติ

ถ้าเรายอมรับว่าเวลาไม่เคยย้อนกลับ ชีิวิตก็ไม่มีวันถอยเหมือนกัน เหมือนกระแสน้ำไปข้างหน้า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าจริงหรือไม่จริงก็ตาม เราใช้ชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุดประหนึ่งวันพรุ่งนี้โลกจะแตก ฉวยโอกาสนี้ เปลี่ยนแปลงตัวเองเลย จะดีไม่ใช่น้อย

Leave a comment

Filed under บก เปิดใจ

วแดง ที่เคยใช้

รุ่นนี้ 3 พันกว่า


รุ่นนี้ 1700 บาท สวย น่าสนใจ

Leave a comment

Filed under ข่าว สาระรอบตัว

ทดสอบบบบบบบบบบบบบ

ทดสอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Memory at Lampang

now i stayed in Libery people Lampang with free wifi.

i find my space in Lampang now

to day i have a think that i can’t got it

Big project

i will go there for next time.

for people who follow me with this blog

u can see me on FB and Twitter too

Leave a comment

Filed under The Big Project