มหาสติปัฎฐาน 4 (วันพระที่ 7 ของปี)

มหาสติปัฏฐาน 4 คือ

1 กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน  ใช้สติกำหนดรู้พิจารณากายในกาย

2 เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน  ใช้สติกำหนดรู้พิจารณาเวทนาในเวทนา

3 จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน  ใช้สติกำหนดพิจารณาจิตในจิต

4 ธัมมานุปัสสนาสติปัุฎฐาน  ใช้สติกำหนดพิจารณาธรรมในธรรม

แปลบาลีเป็นไทยดังนี้

กายา = กาย  เวทนา=ความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ สุข ทุกข์ จิตตา=ความคิด  ธัมมา=ธรรมอารมณ์ต่างๆเช่นความเบื่อหน่าย ควาฟุ้งซ้าน ความขยัน ความเฉย ฯลฯ เป็นต้น

กำหนด =ไปรู้ ไปจับตรงนั้น  พิจารณา= สังเกตุ ด้วย ความรู้(สติ) ไปทำความรู้ึสึกตรงนั้น

หลักฐานในพระไตรปิฎก ได้ระบุไว้ชัดเจน เป็นภาษาบาลีกล่าวไว้ว่า

เยเยว ยันติ นิพพานัง พุทธา เตสญัจะ สาวภา เอกายเนน  มัคเคน สติปฎฐาน สัญญินาฯ

แปลว่า พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ และพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เหล่านี้ ย่อมไปสู่พระนิพพานด้วยทางสายใด ซึ่งเป็นทางสายเอก ทางสายนั้น นักปราชญ์ ราชบัณฑิตทั้งหลาย รู้ทั่วถึงกันแล้ว่าได้แก่ สติปัฎฐาน 4 ดังนี้ฯ

เนื่องจากวิชาวิปัสนากรรมฐานนี้เป็นวิชาที่ประเสริฐที่สุดในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีข้อปฎิบัติและข้อห้ามหลายอย่าง ผู้ฝึกต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อความก้าวหน้าของผู้ฝึก การละเมิดข้อแนะนำข้อใดข้อหนึ่ง มันจะมีโทษตามมาเสมอ

การนั่งสมาธิในโลกเรานั้นแบ่งอย่างคราวๆได้ 2 ระบบ ดังนี้

ระบบ สมถะ คือระบบคลายเครียด เหมือนเราไปพักผ่อน เกิดสุข สบาย

ระบบ วิปัสสนา คือระบบ เจริญปัญญา เหมือนเราไปทำงาน จะเหนื่อย ไม่ได้สบายตลอดเวลา

เนื่องจากว่านั่งหลับตาเหมือนกันแต่เนื้อหาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมีจุดสังเกตุข้อแต่ต่างดังนี้

ข้อแตกต่างด้านของ การบริกรรม ขณะนั่ง มีเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันดังนี้

1 สมถะ จะ ใช้การบริกรรมกำหนดขณะนั่งสมาธิ เช่นพุทโธ หรือ สัมมาอรหัง ขณะบริกรรมเป้นต้น

2 วิปัสสนา จะใ้ช้การทักอาการเคลื่อนใหวของกายคือ ให้ส่งจิตไปสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของหนังหน้าท้องว่าขณะนั้นมันพอง หรือ ยุบ เรียกภาษาชาวบ้านว่าเข้าไปทักอาการพอง กับยุบ แล้วเน้นอาการด้วยคำว่าหนอ คือ พองหนอ ยุบหนอ

อันหนึ่งหาคำใดๆขึ้นมาสักอย่างแล้ัวบริกรรมไปเหมือนท่องมนต์ขณะนั่งหลับตา อีกอัน ใช้สติไปสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของหนังหน้าท้อง แล้วทักเฉยๆ ว่ามันพองหรือยุบในใจ

ข้อแตกต่างด้านการหายใจ

สมถะ จะหายใจสั้น อย่างลึกสุดก็ไม่เกินหน้าอก สังเกตุลมเข้าจากจมูกไปยังหน้าอก ลมหายใจจะไม่ลึก

วิปัสสนา จะหายใจยาว ลึก ถึงท้อง คือการหายใจของคนฝึกวิปัสสนาจะเริ่มสอนจากการหายใจก่อนอื่นเลย เพราะเป็นพื้นฐาน ลักษณะเหมือนลูกโป่ง ลมเข้าลูกโป่งจะพอง คือท้องฟอง ลมออกท้องจะยุบ คือลูกโป่งแฟบ  แต่ถ้าสมถะจะตรงกันข้าม

ข้อแตกต่างด้าานของการวอร์มก่อนนั่ง

สมถะจะไม่มี คือสอนนั่งอย่างเดียว ไม่มีเดินจงกรม

วิปัุสสนา จะมีการเดินจงกรม สลับการนั่ง ผลทำให้เส้นสายไม่ยึด จะมีการยึดหยุ่นแก่ตัวขาไม่ตาย เดินเหินสะดวก และวิปัสสนาจะสอนเดินเป็นจังหวะ เริมจากจังหวะ 1- 6 เลยทีเดียว เหมือนนักกีฬาก่อนลงสนามจะมีการวอร์มร่างกายก่อน เรียกว่าเตรียมตัวเริ่มสมาธิขั้นต้น ขณิถะสมาธิก่อนนั่ง

ข้อแตกต่างด้านกิจกรรมขณะนั่งไปแล้วนั้น จิตทำอะไรไปบ้าง

สมถะ ไม่มีการทัก มีแต่บริกรรม อย่างเดียวตลอดการนั่ง ถ้าเจอ ความสุข ความทรมาณ หรือความคิดฟุ้งซ่าน หรือความขี้เกียจ ก็ให้รู้เฉยๆ ไม่ทักไม่อะไร บริกรรมอย่างเดียว

วิปัสสนา นอกจากสังเกตุหนังหน้าท้องแล้ว งานอีกอันขณะนั่งคือการ ทัก ดีก็ทัก ไม่ดีก็ทัก สบายก็ทัก ไม่สบายก็ทัก ทักหมดทุกอย่างที่มาดึงความสนใจจากหนังหน้าท้อง การทักคือเน้น เน้นสติให้เติบกล้า ขณะนั่งหลับตา

ข้อแตกต่างเรื่องของการตั้ง เวลาการนั่ง

สมถะ นั่งไม่ตั้งเวลา นั่งไปเรื่อยๆ อยากเลิกก็เลิก อยากนั่งก็นั่ง ตามสะดวก กำหนดเอาเองตามใจผู้ปฎิบัติ

วิปัสสนา นั่งตั้งเวลา เริมจาก 10 นาที เดิน 5 นาที เพิ่มไปเป็นสเต็บ 2 3 4 5 6 จนกระทั้่งนั่งได้ ชั่วโมงเลย และมีกำหนดเป็นรอบๆ เหมือนนักมวย มีชก มีพัก มีเดิน มีนั่งสลับกัน และพักเป็นสเต๊ป ตามหลักสูตรกำหนด วิธีนี้จะฝึกตัวสัจจะบารมี ให้เราทำอะไรมีกำหนดเวลาเป็นกรอบไปในตัว ถ้าการนั่งรอบนั้นดี หมดเวลา เราก็ต้องออก ไม่ใช้นั่งต่อเพราะสบาย สุข สงบ ดี หน้าที่คือทัก ถ้ารอบการนั่งรอบนั้นเจอสภาวะ แย่ๆ เช่นขี้กียจ ดิ้น และทุกข์ เราก็ไม่ออกก่อนเวลา เหมือนฝึกให้เรารักษาหน้าที่ นิสัยนี้จะติดตัวเราเวลาเราใช้ชีวิตประจำวันจะเป็นคนรักษาเวลา รักษาคำพูด ไม่สับปรับ ไม่เป็นคนโกหก หลอกลวง ตรงไปตรงมา ได้ การจะเปลี่ยนนิสัยไม่ใช้มาเปลี่ยนทันที่ง่ายๆ เพราะมันสะสมมานานมาก ต้องตั้งใจจริง และมีการฝึก ประกอบด้วย

ข้อสังเกตุเรื่องการนิ่ง แต่ละวิธีจะเน้น กับไม่เน้นมากต่างกัน

สมถะจะไม่เน้นเรื่องการดิ้น คือดิ้นได้ถ้าปวดให้ขยับ คือให้สบาย สบายท่าใหนก็นั่งท่านั้น ปวดก็ดิ้นเอา จึง สามารถนั่งได้ทั้งวันก็ได้

วิปัสสนาโดยหลักการ ห้ามดิ้น เว้นแต่ธรรมชาติ เช่นหลังต้องตรง แต่นั่งไปอาจโค้งงอได้ ตามธรรมชาติกระดูก สำคัญเราต้องไม่มีเจตนาขยับ ให้ธรรมชาติเป็นตัวปรับเอง การไม่ดิ้นเพื่อให้เข้าถึงสภาวะอันแท้จริงของธรรมชาติให้รู้จักความจริงสองด้าน ทั้งสุข ทั้งทุกข์ใจมันจะยอมรับไปโดยปริยายไปเองแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เราจะไม่รู้เห็๋นความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเทียบกันปีต่อปีจะเห็นชัดเจนว่าปีก่อนเรายังฉุนเฉียว ดุ โมโหง่าย ปีนี้ เราโมโหห่าง หรือนับครั้งได้ เป็นต้น

สองระบบ นั่งหลับตาเหมือนกัน แต่ผลต่างกันมากมาย เป้าหมายก็ต่างกัน สมถะเน้นพลังสมาธิเป้าหมายที่ได้คือกำลังสมาธิ แต่วิปัสสนา ผลที่ไ้ดคือ เกิดพลังทางธรรมชาติ เรียกว่าสปาร์คพลัง ชาร์จไฟในตัว เรียกว่า พลังงานใหญ่ พลังปัญญา ภาษาสมัยใหม่อาจเรียกว่าพลังจักรวาล เต๋าเรียกพลัง หยิน หยางหรือ พลังธรรมชาติ ฯลฯ

เป้าหมายสมถะคือสมาธิขั้นสูงเพื่อเอาไปประหารกิเลส เป็นการหลุดพ้นเรียกว่าเจโตวิมุติ หลุดพ้นด้วยความสงบ เหมือนดับไปพรึบ มืดไปทั้งห้อง จะไม่เห็นอะไรเลย และหลุดพ้นแต่บางคนก็ได้ปัญญาแต่น้อย พระพุทธเจ้าไม่รับรองวิธีสมถะเพราะทดลองเองมาหมดแล้ว 6 ปี คนที่จะได้ปัญญาจากวิธีนี้ ต้องเป็นคนที่มีบารมีเก่าเยอะมาก และ ไม่ชัวร์ว่าทุกคนจะได้ปัญญา % ที่จะได้รู้แจ้ง ด้วยปัญญา วิปัสสนามี โอกาสสูงกว่าเรียกว่า 60-80%จากทั้งหมด เลยรับรองไว้ว่า อย่างช้าไม่เกิน 7 ปี อย่างเร็ว ไม่เกิน 7 วัน ถ้าทำด้วยวิธีนี้นะ เหมือนกับว่าท่านไปค้นคว้ามาหมดแล้วและสรุปมาเป็นหลักสูตร มีรับรองผล ถ้าสมถะ จะไม่รับรองแต่ถามว่าได้ปัญญาหรือไม่ ตอบว่าได้เหมือนกันเพราะว่าถึีงเหมือนกัน เหมือนหลวงปู่ชา หลวงพ่อเกษม หลวงพ่อคุณ เหล่านี้ สมถะหมด แต่ได้ปัญญาที่เรียกว่า ทับเส้นแปะเลยกับ ปัญญาที่ได้จากวิปัสสนา แต่ว่าพระไทยลงทุนบวชเป็นแสนๆ ปฎิบ้ติสมถะนับหมื่นๆ ได้พระอริยะนับองค์ได้

% รู้แจ้งของวิปัสนาจะมากกว่าเพราะนักปฎิบัติ 100 คน 80% เอาไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างน้อยไม่ไปเป็นโจร หรือทำความชั่วหนักๆ นี้ก็ช่วยลดความรุ่มร้อนของสังคมได้มากแล้ว ขนาดยังไม่ได้ปฎิบ้ัติจริงๆ ถ้าถึงขั้นได้ดวงตาฯ ก็มีอยู่ แต่ไม่เผยตัวเพราะ จะโฆษณาตัวเองไป แต่ที่เห็นๆ หลวงพ่อทองวัดพระธาตุศรีจอมทองจังหวัดเชียงใหม่ก็สำเร็จด้วยวิธีวิปัสนากรรมฐาน ก็สอน ชาวโลก จนถึงทุกวันนี้ แต่ท่านไม่ได้เน้น วัตถุมงคล เน้นปฎิบัติ

เป้าหมายวิปัสนาคือ การรู้ด้วยพลังปัญญาจากสติที่รวมพลังเหมือนเราเอาแว่นขยายมารวมแสงแล้วมีกำลังเผาใบไม้ได้ เหมือนรวมแสงเลเซอร์ถ้ารวมได้ที่จะตัด เจาะ ทะลุ ทุกสิ่งได้ แต่การนั่งสมาธิ รามกำลังของสติ ให้ทะลุปัญหาต่างๆ เกิดปัญญาตัวใหม่เรียกว่า ภาวนามยปัุญญา หรือการตรัสรู้ เป็นการหลุดพ้นแบบปัญญาวิมุติ เหมือนเปิดไฟสว่างทั้งห้อง แล้ววางทุกอย่างไม่ยิดติด เห็นทุกอย่างแต่ไม่อยาก มีเพียงหน้าที่ จบชีวิตโน่นไปปรินิพพาน แต่เข้าถึงนิพพานตอนมีชีวิตแล้ว มันหยุด มันเย็น มันไม่อยาก ไปเอง

ถ้าถามว่าิสมถะกับวิปัสสนาแบบใหนนำมาใช้ทางโลกได้ดีกว่ากัน ก็ตอบว่า แบบวิปัสสนาจะเหมาะกว่าเพราะไม่ต้องแยกตัวจากสังคม ไม่ต้องบวชตลอดชีวิต

พระพุทธเจ้ามีเป้าหมายการตั้งศาสนาขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชานี้ให้ชาวโลกนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ปล่อยให้หายไปกับชีวิตของท่าน จึงต้องมีการถ่ายทอด จากพระสู่พระ จากพระสู่โยม จนครบพุทธบริษัท 4 ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการปฎิบัติจะมีถึง 4 ด้าน เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก 4 ตัว (เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และฟรี แต่คิดหนักแค่นั้น ตรงที่จะลงมือเมื่อใหร่)

ท่าจะเป็นคนที่มี สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย ถ้าป่วยหนักก็เบา อายูยืน หน้าใส  เรียกว่า ประโยชน์ทางกายภาพ

ท่านจะเป็นคนที่มีจิตในหนักแน่น ไม่หวั่นใหวง่าย เรียกว่าประโยชน์ทางใจ

ท่านจะเป็นคนมีสติ ทำอะไรมีเบรค มีสติกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน

ท่านจะเป็นคนมีปัญญา เวลามีปัญหาอะไรท่านจะแก้ไขได้ เอาตัวรอดได้

เรียกว่า กายดี ใจดี สติดี ปัญญาดี ขึ้น ครับ ประโยชยน์ทางโลกคือตรงนี้ แต่ละคนตามบารมีที่มีตามกำลังแต่ละคนเรียกว่า มนุษย์สมบัติ มีทรัพย์สินเงินทอง มีสถานภาพทางสังคม มีความสุข และมีความมั่นคงในชีวิต จะว่าไปเป็นวิชาที่พัฒนาคุณภาพชีิวิตให้ดีขึ้น ปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ถ้าทุกคนได้ฝึกแล้วประโยชน์ทางสังคมโลกก็ได้คน มีศักยภาพเอาไปใช้ ความสุขสงบก็เกิดกับสังคมโลกโดยรวม เพราะ เ่ก่ง และ มีคุณธรรม  ถ้าหากจะกล่าวถึงทางธรรม ประโยชน์ขั้นสูงสุดก็คือนิพพาน ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดที่นักปฎิบัติอยากได้กันเรียกว่านิพพานสมบัติ ครับ

About these ads

Leave a comment

Filed under วันพระ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s